CM2 CONNECT THE WORLD Lifestyle | News | Entertainment | PR & Event organizers ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ / หมายเชิญ [email protected]

Joined October 2023
รวมตัวคนดังบุกสยาม! “เบลล่า-ลีน่า-หมิว-ดิว อริสรา-เจมส์ จิรายุ” ร่วมเปิดฉากแฟล็กชิฟสโตร์สุดอลังการ! “EVEANDBOY THE NEW UNDERGROUND” บิวตี้แลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางเมือง ปักหมุดความปังกลางสยาม! เมื่อ EVEANDBOY บิวตี้สโตร์อันดับ 1 ของเมืองไทย เปิดตัว “EVEANDBOY THE NEW UNDERGROUND” อย่างเป็นทางการ พลิกโฉม EVEANDBOY The Underground Siam Square One ครั้งใหญ่ในรอบ 9 ปี เนรมิตพื้นที่ใจกลางสยามให้กลายเป็น Beauty Destination แห่งใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “PLAY AROUND THE NEW UNDERGROUND” ที่รวมเอาโลกของ Beauty, Entertainment และ Lifestyle ไว้ในที่เดียว พร้อมก้าวสู่การเป็น No.1 Thailand’s Best Beauty Flagship Store ที่โดดเด่นที่สุดของ EVEANDBOY จัดเต็มบรรยากาศสุดคึกคักต้อนรับเหล่าศิลปิน นักแสดง บิวตี้อินฟลูเอนเซอร์ และคนดังจากวงการความงามที่ตบเท้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง นำโดย เบลล่า-ราณี แคมเปน, ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์, หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์, ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง, ดิว-อริสรา ล่ำซำ, เดียร์น่า ฟลีโป, เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข, ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล, ดิว-จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์, กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์, แบม-สราลี ประสิทธิ์ดำรง, โยเกิร์ต-ณัฐฐชาช์ บุญประชม, เน็กซ์-ณัฐกิตติ์ แช่มดารา วง BUS, โยชิ-รินรดา ธุระพันธ์ ฯลฯ ที่พร้อมใจกันมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของแฟล็กชิฟสโตร์ใจกลางสยาม พร้อมชมโชว์สุดพิเศษจากศิลปิน T-POP สุดฮอต วง DICE ที่มาร่วมสร้างสีสันแบบจัดเต็ม บรรยากาศภายในงานคึกคักตั้งแต่เปิดฉาก Pink Carpet เมื่อเหล่าคนดังตบเท้ามาร่วมงาน พร้อมจัดเต็มลุคสร้างสีสันใจกลางสยามให้เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ก่อนเปิดเวทีความสนุกด้วยโชว์สุดพิเศษจากศิลปิน T-POP สุดฮอต วง DICE ที่ขนพลังความสนุกมาเสิร์ฟแฟนๆ กันแบบเต็มอิ่ม เรียกเสียงเชียร์และสร้างความคึกคักทั่วทั้งงาน ต่อด้วยโชว์สุดพิเศษจาก 2 สาว ลีน่า-หมิว ที่มาถ่ายทอดเคมีสุดลงตัว เติมเต็มบรรยากาศให้หวานละมุนและชวนใจฟู ทำเอาแฟนๆ ยิ้มตามและฟินไปกับโมเมนต์สุดพิเศษกันถ้วนหน้า เรียกได้ว่าเป็นการเปิดตัว EVEANDBOY THE NEW UNDERGROUND ที่รวมครบทั้งความสนุก ความประทับใจ และโมเมนต์ชวนกรี๊ดของเหล่าคนดังไว้อย่างเต็มอิ่ม สำหรับ EVEANDBOY The Underground Siam Square One ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “PLAY AROUND THE NEW UNDERGROUND” บนพื้นที่กว่า 1,047 ตารางเมตร พร้อมรวบรวมผลิตภัณฑ์และแบรนด์ความงามจากหลากหลายประเทศ ครบที่สุดในเมืองไทย รวมกว่า 1,500 แบรนด์ และสินค้ากว่า 100,000 ไอเทม รวมถึงการชูบทบาทของ T-BEAUTY ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะส่วนสำคัญของ Beauty Landscape ยุคใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่ MAKEUP, FRAGRANCE, SKINCARE, DERMA และ PERSONAL CARE ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของแต่ละหมวดหมู่ผ่านดีไซน์และบรรยากาศที่แตกต่างกัน เติมความสนุกให้กับการเดินช้อป พร้อมเปิดพื้นที่ให้สายบิวตี้ได้ Explore, Play, Try & Discover และค้นหาสไตล์ความงามในแบบของตัวเอง อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เรียกความสนใจจากผู้ร่วมงานได้ตั้งแต่หน้าร้าน คือ “EBBIE Futuristic Kinetic Sculpture” ประติมากรรมน้องแมว EBBIE ขนาดใหญ่กว่า 5 เมตร ที่มาในลุคสุดล้ำ พร้อมทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางสยาม โดยน้องแมว EBBIE คือมาสคอตสุดน่ารักของ EBBIE CARD, Loyalty Platform ของ EVEANDBOY ซึ่งครั้งนี้ถูกนำมาต่อยอดให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างใกล้ชิด พิเศษยิ่งขึ้นเพราะการเปิดตัว THE NEW UNDERGROUND ยังตรงกับโอกาสที่น้องแมว EBBIE มีอายุครบ 1 ปี งานนี้จึงจัดเต็มด้วย EBBIE Experience ผ่าน 3 ไฮไลต์ ได้แก่ MEET OUR EBBIE พบกับประติมากรรม EBBIE บริเวณหน้าร้าน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2569 – 7 มกราคม 2570 ต่อด้วย SAY “HI! EBBIE” Interactive LED Experience ชวนทุกคนมาทักทาย EBBIE พร้อมกิจกรรม Give Away และ SEE THROUGH EBBIE’S CAT EYES จุดถ่ายภาพเชิงศิลปะที่หยิบเอกลักษณ์ของดวงตา EBBIE มาเล่นกับแสง เงาสะท้อน และมุมมอง เปิดโอกาสให้ทุกคนสร้างได้โมเมนต์ความงามในแบบของตัวเอง โดยจัดแสดงถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความงามรูปแบบใหม่ได้แล้ววันนี้ที่ EVEANDBOY The Underground Siam Square One ชั้น LG พร้อมพบกับบิวตี้ไอเทมหลากหลายแบรนด์ได้ที่ EVEANDBOY ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ช้อปออนไลน์ที่ Application EVEANDBOY และติดตามกิจกรรมพิเศษจาก EVEANDBOY ได้ทาง Facebook: EVEANDBOY, Instagram: EVEANDBOY, TikTok: EVEANDBOY, X: EVEANDBOY, Lemon8 : EVEANDBOY,  Xiaohongshu : EVEANDBOY, Weibo : EVEANDBOY และ Douyin : EVEANDBOY #EVEANDBOY #EVEANDBOYSQ1 #EVEANDBOYTheUndergroundSQ1
10
ฟ้าร้องเสียงดัง แต่เธอเงียบ “sarah salola” ปล่อยเพลงชวนร้องไห้ ส่งท้ายหน้าฝน “อย่าฟังฉันร้อง (Let It Rain)” “ฟ้าร้องเสียงดัง แต่เธอเงียบที่สุด” ประโยคที่สะท้อนความเจ็บปวดของคนที่ใจกำลังจะแตกสลาย ผ่านซิงเกิลใหม่ “อย่าฟังฉันร้อง (Let It Rain)” จาก “sarah salola” ที่หยิบเอาความรู้สึกของการเป็นคนที่ไม่มีความหมายในสายตาใครสักคน มาถ่ายทอดเป็นบทเพลงเศร้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึก พร้อมเผชิญกับความจริงที่ว่า บางครั้งการยอมรับว่าเราไม่ใช่คนที่เขาเลือก อาจเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด… เมื่อเสียงร้องไห้ไม่อาจทำให้เขาหันกลับมาสนใจ “อย่าฟังฉันร้อง (Let It Rain)” จึงเปลี่ยนหยาดน้ำตาให้กลายเป็นเม็ดฝน เปลี่ยนเสียงคร่ำครวญให้เป็นเสียงฟ้าร้อง และปล่อยให้พายุฝนที่โหมกระหน่ำช่วยระบายทุกความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้ในใจ หวังให้สายฝนพัดพาคนที่ยังอยู่ในความทรงจำให้จากไปเสียที เพราะบางครั้งการปล่อยมือจากใครสักคน ก็ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความเจ็บปวดของตัวเองให้ได้ก่อน เพลงนี้ได้ “อู๊ด OZEEOOS” ศิลปินและนักแต่งเพลงสาย Pop R&B / Hip-Hop มารับหน้าที่แต่งเพลง พร้อมบีตหน่วงลึกล้ำที่ช่วยขับเน้นอารมณ์เศร้าได้อย่างเข้มข้น โดยซาร่าห์ยังนำองค์ประกอบทางดนตรีมาตีความและถ่ายทอดผ่านสไตล์การร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างลงตัว เติมเต็มความเศร้าให้ทั้งบาดลึกและชวนให้ผู้ฟังดำดิ่งไปกับความรู้สึกตลอดทั้งเพลง “อย่าฟังฉันร้อง (Let It Rain)” จึงไม่ใช่เพียงบทเพลงสำหรับคนที่กำลังเสียใจ แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ใครหลายคนได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่ไม่เคยมีโอกาสพูดออกไป ปล่อยให้เสียงฝนดังกลบทุกคำร่ำร้อง และหวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อพายุผ่านพ้นไป หัวใจที่เคยแตกสลายจะค่อย ๆ กลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง พร้อมฟังได้แล้ววันนี้ทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิง ทาง Youtube : sarah salola และติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ทาง Facebook: Sarah.salola, Instagram: sarah.salola, TikTok : sarah.salola และ Facebook : LOVEiS / X, Instagram : @LOVEiS_ent MV LINK : youtu.be/qrJUodLEhUs?si=aM-T… #อย่าฟังฉันร้อง_sarahsalola #sarahsalola #LOVEiSENTERTAINMENT
28
"ณเดชน์ คูกิมิยะ" คลั่งฟิต! เสพติดการออกกำลังกาย โหมหนักจนต่อมไทรอยด์พัง ฮอร์โมนรวนเหมือนคนวัย 60 ปี "ณเดชน์ คูกิมิยะ" เปิดใจผ่านรายการ On the way with Chom ถึงบทเรียนสุขภาพครั้งใหญ่จากการหักโหมเข้าฟิตเนสอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่วัยรุ่น จนตรวจพบโรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนและวิตามินในร่างกายพังจนมีค่าเหมือนคนอายุ 60 ปี ต้องปรับวิถีชีวิตกลับสู่สายกลางและทานยาดูแลใกล้ชิดตามคำชี้แนะของแพทย์ เผยปีหน้าเตรียมลงสนามแข่ง HYROX คู่กับ "ญาญ่า" พร้อมเล่าที่มาของการเป็นคนจัดระเบียบชีวิตอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวและนำมาปรับใช้กับการทำงานและการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน ช่วงหลังๆ ไม่ได้เห็นคุณในฐานะนักแสดงอย่างเดียวแล้ว เริ่มเห็นอีกมุมที่ชัดมากๆ ก็คือเรื่องการออกกำลังกายจนคนบอกว่า ณเดช เจอได้ทุกที่ ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: พื้นฐานผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบอะไรจำเจขนาดนั้นในระยะยาว ก็เลยเป็นคนที่พยายามจะทำให้ตัวเองสามารถเล่นในทุกกีฬาได้ ซึ่งผมก็เคยคุยกับ Coach ที่เขาคุมวิ่งผม เขาบอกว่าข้อเสียของตัวผมเองส่วนใหญ่ คือการที่เรามีจุดมุ่งหมายหรือว่าการแข่งขันที่หลากหลายจนเกินไปจนโฟกัสกระจัดกระจาย ไม่สามารถที่จะทำไปให้สุดสักอย่างได้ แต่จริง ๆ ถ้ามุ่งอย่างเดียวอาจจะไปได้ดีกว่านี้ครับ ถ้าต้องเลือกแข่งแค่อย่างเดียวในปีหน้าจะเลือกอะไร ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ถ้าปีหน้าแข่งได้อย่างเดียว จะเลือก Olympic Weightlifting พวก Snatch พวก Clean and Jerk อะไรพวกนี้ จริง ๆ รู้สึกว่าลองไปเล่นแล้วเรารู้สึกว่าชอบมาก แต่ช่วงนั้นเราทั้ง  HYROX ด้วย ทั้ง Strength Training เราก็ไม่อยากทิ้ง คือไม่อยากทิ้งอะไรสักอย่างเลยก็เลยให้ความสำคัญไปกับการแข่ง HYROX มากกว่า ก็เลยไปโฟกัสที่ HYROX อะไรอย่างนี้ แต่รู้สึกเป็นคนที่อยู่บ้านเฉย ๆ เกิน 2 วันแล้วจะเป็นบ้าจะต้องออกไปหาอะไรทำ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย ทุกคนก็จะเห็นว่าทำไมผมนั่งมอเตอร์ไซค์ผ่านอโศก อยู่ BTS ไปนู่นไปนี่ตลอดเวลา เพราะบางทีเช้าเราไปซ้อม HYROX กลับมาบ้านกินข้าวเสร็จปุ๊บ ตกเย็นออกไปซ้อม Strength Training ต่อครับ ลงแข่ง HYROX ปีหน้าไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ลงครับ Olympic Weightlifting ไม่ลง ลง HYROX เพราะต้องลงกับ ญาญ่า จะลงเป็น Mix Double วัดใจ แต่ว่ายังไม่มีเวลาที่จะไปซ้อมด้วยกันสักวันหนึ่งเลย ณ ตอนนี้พอใจกับสภาพร่างกายปัจจุบันแล้วหรือยัง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ยัง ผมอยากใหญ่กว่านี้ อยากใหญ่ไปเลย อยากลองดูว่าขีดจำกัดของ Size ของกล้ามเนื้อจะไปได้ขนาดไหน โดยไม่ได้พึ่ง Steroid หรืออะไร อยากลองดูว่าเราจะไปได้ขนาดไหน ก็คือมี Goal ให้กับตัวเองเหมือนกันภายในปีนี้ อยากยก Chest Press  ได้ 150 ครั้ง อยาก Deadlift ได้ 200 ครั้ง อยากดึงข้อได้ Bodyweight ได้ 20 ครั้ง แต่สุดท้ายก็คือผมมี Project ภาพยนตร์ที่กำลังจะถ่าย ผมก็ต้อง Priority ให้ความสำคัญกับการเลือกงานแสดงเป็นหลักแล้วก็ด้วย Character หรืออะไรก็ตามไม่สามารถที่จะเป็นนักกล้ามได้ เราก็ต้องกลับมาโฟกัสที่ร่างกาย, Body, หุ่น, รูปร่างอะไรอย่างนี้ ให้เหมาะสมกับ Character ที่เราจะได้รับบท ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้ไปปรับเปลี่ยนแผนใหม่ คุมอาหาร ลดน้ำหนักให้ Lean ที่สุดแล้วกัน แต่ว่ายังรักษามวลกล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุดเหมือนกัน เพื่อที่ว่าจะได้สอดคล้องกับงานที่กำลังจะทำอยู่ ในอนาคตถ้าเป็นไปได้อยากขึ้นเวทีประกวด Men’s Physique ตัวใหญ่ๆไปเลยแบบนี้ อยากลองสักครั้งหนึ่ง จุดเริ่มต้นที่ทำให้มาสายนี้การเริ่มต้นคืออะไร ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: อ้วน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ถ่ายลมซ่อนรักประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นกำลังมีงานมีละคร ชีวิตเริ่มอยู่สุขสบายขึ้น กินเก่ง กินเยอะมากจนกระทั่งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ พอปิดกล้องแล้วเรามาดูตัวเองตอนละครออนแอร์ คือจำตัวเองแทบไม่ได้ คือมันอ้วนแบบอ้วนมากๆเลย จนรู้สึกว่าเริ่มมีคนเตือน คนทัก ผมก็เลยเข้าฟิตเนสเลยทุกวัน อยู่ประมาณ 3 เดือน ทุ่มเวลาให้กับการลงน้ำหนักมากๆจนภายใน 3 เดือนร่างกายเปลี่ยนแบบรวดเร็วมากๆ เลยเป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่เราจริงจังในการออกกำลังกาย การได้เห็นกล้ามเนื้อตัวเองแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ เหมือนเราเป็นตัวการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่อะไรแบบนี้ ผมก็เลยเริ่มเสพติดในการถอดเสื้อ เริ่มฟิตเนสมากขึ้น แต่ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเสพติดกับการออกกำลังกายขนาดนั้น แต่รู้สึกพึ่งพอใจกับการได้เห็นตัวเองในกระจกที่ร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปในทุกๆวัน แล้วหลังจากนั้น 3 เดือนก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ลูปเดิม กิน เอ็นจอย ดื่ม เที่ยว เพราะเป้าหมายจบไปแล้ว กลับมาเจ๊งเหมือนเดิม แต่เรารับรู้ว่าสามารถเรียกกลับไปจุดๆ เดิมได้แต่ว่ามันแค่เหนือยกว่า ทรมานกว่าที่ต้องเริ่มต้องใหม่ ก็เป็นแบบนี้ไปกลับเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเป็นเพราะอายุด้วยรู้สึกว่าไม่อยากเหนื่อยแบบนี้อีกแล้ว อยากที่จะ Maintenance สิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุด ก็เลยเริ่มที่จะพยายามรักษาสุขภาพร่างกายของเรามากขึ้นๆ ต่อเนื่องเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าเสพติดมันแล้ว ถ้า 2 วันไม่ออกกำลังผมรู้สึกจะเป็นบ้า เป้าหมายที่ทำอยู่คือ Lifestyle หรือเป็นคนชอบความ Extreme กันแน่ ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: เป็น Lifestyle มากตอนนี้ แต่ถามว่า Extreme คือถ้าผมวิ่ง 100 กิโลเมตร ถ้าผมไป Ultra Marathon หรือว่าผมจะไป Ironman Triathlon ต้องมีสักครั้งในชีวิตนี้ (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่ง Extreme แล้วผมก็รู้สึกว่าพอเราเล่นออกกำลังกายมาจุด ๆ หนึ่งจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกแล้ว เราต้องเลยไปหารายการแข่ง ไปทำ Fitness Test ให้กับตัวเองดูซิว่าเราอยู่ในระดับไหนแล้วหา Challenge ให้ตัวเอง เพื่อรู้สึกว่าการออกกำลังกายในแต่ละวันจะได้มีจุดมุ่งหมายให้ตัวเราสักที ก็เลยเห็นว่าพักหลัง ๆ ผมเริ่มไปวิ่ง Trail, แข่ง HYROX เดี๋ยวก็จะไปวิ่ง Marathon อีก ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่รู้สึกได้ก้าวกระโดดจากการ Safe Zone อยู่แค่ยิม อยู่ Fitness วิ่งออกกำลังกายอยู่ในสวนอย่างเดียวอะไรอย่างนี้ครับ การปรับเปลี่ยนร่างกายตามบทบาทการแสดง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ผมไปเจอ Column หนึ่งของ Christian Bale แล้วรู้สึกว่าเขาทำ Body Transformation เปลี่ยนรูปแบบร่างกายในแต่ละ Character ที่เขาได้รับ เพื่อที่จะให้เขารู้สึกว่าเป็นหลักการเข้าสู่ตัวแสดงของเขา ผมก็เลยลองทำดูแบบนี้บ้าง ปรากฏว่าเรารู้สึกเป็นผลที่ดีสำหรับตัวผม รู้สึกว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีการของเราในการที่จะซึมซับไปหาตัวละครอะไรอย่างนี้ด้วย เหมือนเรากลับบ้านไป มองดูตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกว่าภาพที่เราเห็นเหมือนกับพี่ยักษ์อย่างนี้ ผมก็จะพยายามเพิ่ม Size ตัวเอง กิน ไม่ได้ห่วงว่าจะต้องแห้งจะต้อง Lean อะไรอย่างนี้ พอมาเป็น คนเดือดทวงแค้น จะพยายามที่จะให้ตัวเองดูสารรูปโทรมที่สุด พอมาช่วงนี้เดี๋ยวจะมีภาพยนตร์ใหม่ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่ เปลี่ยนร่างกายใหม่ รู้สึกว่าสนุกดีครับ ประสบการณ์จำกัด Calorie หนักจนร่างกายพัง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: กินวันละ 1,500 กิโล Calorie ไม่รวมออกกำลังกาย แสดงว่าถ้าผมออกกำลังกายแล้วผมเผาผลาญไปประมาณวันละ 300, 400 Calorie ผมก็จะ Deficit ลงมาอีก เพราะว่า 1 เดือนผมจะต้องลดน้ำหนักให้ได้ ตอนนั้นเพิ่งถ่าย ธี่หยด 3 จบ แล้วผมหนัก 80 กิโลกรัม ต้องทำให้เหลือน้ำหนัก 70  กิโลกรัมให้ได้ก่อนที่จะไปเรื่องอาหาร ผมแค่กินวันละมื้อแล้วก็ออกกำลังกาย เช้า กลางวัน เย็น ชกมวย วิ่ง ยกน้ำหนัก ผ่านไป 1 อาทิตย์ น้ำหนักลง พอมาอาทิตย์ที่ 2 น้ำหนักขึ้นพี่ชม ทั้ง ๆ ที่กินมื้อเดียว แต่น้ำหนักขึ้น เริ่มตกใจว่า “อ้าว ทำไม เกิดอะไรขึ้นอะไรอย่างนี้” ปรากฏว่าเกิดการอักเสบของร่างกาย ก็เลยกักเก็บไขมันแทน เพราะรู้สึกว่าเราไม่มี Energy ที่จะมาใช้อีกแล้ว แต่เราใช้ร่างกาย Overload จนเกินไป ผมก็เลยเริ่มไปหาหมอแล้วก็ไปตรวจเลือด ตรวจอะไร ปรากฏว่าค่า Testosterone, ค่าฮอร์โมนเพศชาย, ค่าวิตามิน, ค่าเกลือแร่ในร่างกาย ฮอร์โมนความเครียด ทุกอย่างพังหมดเลย เหมือนคนอายุประมาณ 60 กว่าปี ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอายุ 30 ปีกว่า ๆ ก็เลยหาเหตุผลว่าเราไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน เราออกกำลังกายหนักมาก่อน แต่ด้วยอายุด้วย ก็เลยเริ่มเปลี่ยนวีถีชีวิตใหม่ คุมอาหารด้วยความจำเป็น กิน 3-4 มื้อต่อวัน ออกกำลังกายไม่หักโหม หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกทางสายกลางแล้วรู้สึกว่าน้ำหนักกลับมาปกติแล้วน้ำหนักก็ลง สัดส่วนไขมันก็น้อย มวลกล้ามเนื้อยังอยู่ครับ มีผลกระทบทางจิตใจและอารมณ์จากการลดน้ำหนักแบบ Extreme ไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: พอเราเอาน้ำหนักลงไปขนาดนั้น แล้วความอึนหรือความไร้เรี่ยวแรงมี ผลประโยชน์กับ Character ที่ผมเล่นพอดีก็เลยใช้ประโยชน์จากความรู้สึกตรงนั้นเอาไปใช้พอดี ผมจำได้เลยว่าวันถ่ายคิวสุดท้าย ผมอดน้ำ 2 วัน เพื่อที่จะมีฉากที่ถอดเสื้อนอนชักอะไรอย่างนี้ แล้วมื้อแรกที่กิน  หลังจากถ่ายฉากนั้นเสร็จ อาเจียนหนัก เหมือนกินอะไรไปก็คืออ๊วก ๆ เพราะว่าอดน้ำด้วยแล้วกินข้าวน้อยด้วยก็ผ่านอะไรมาเยอะนะพี่ชม เรียนรู้ผิดถูกไปกับตัวเอง เราก็รู้แล้วว่าต่อไปนี้ อะไรที่เราควรจะรักษาสมดุลให้พอดีหน่อย ไม่ได้ Extreme จนเกินไป แต่ถามว่ามันส์ไหม มันส์มาก มีความกดดันในการรักษาหุ่นในอุดมคติให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ผมว่าเป็นความกดดันลึก ๆ ข้างใน ที่เราแทบจะไม่รู้ว่ามีอยู่ แต่จากเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิต ผมเชื่อว่าเรากดดันตัวเอง รู้สึกว่ามีคนคาดหวังและมีคนมองแล้วเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นกฎเกณฑ์และเกณฑ์วัดสำหรับตัวเราด้วย ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียอาจจะเป็นคนที่กดดันตัวเองจนมากเกินไป ไม่สามารถที่จะปล่อยวางรูปร่างของตัวเองได้ ยอมรับไม่ได้ที่วันหนึ่งจะต้องอ้วนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งมีผลกับเราโดยตรงกับการที่เป็นนักแสดง ช่วงไหนที่หลังปีใหม่ ถอดเสื้อไป Sauna กับไป Ice Bath อย่างนี้จะเริ่มไม่มั่นใจ โซเดียมเอยอะไรเอย ดื่มด้วยอะไรกินด้วย แล้วพอช่วงเวลาที่เราหุ่นเริ่มเข้าที่กลับมาเหมือนเดิม มีความรู้สึกมั่นใจ มีความรู้สึกสบายใจที่ โอเค กลับมาอยู่ในสภาวะปกติของเราแล้ว ผมเคยตื่นเช้ามาชั่งน้ำหนักทุกเช้า ต้องการจะเห็นตัวเลขเท่าเดิมตลอด หรือไม่ก็ลดลงตลอด Outset อย่างนั้นเคยเป็นมาแล้ว แต่สำหรับผมมองว่าเป็นข้อได้เปรียบของผมกับการที่กดดันตัวเองแบบนี้ ผมไปที่ไหนแล้วมีคนมาบอกว่า “อยากได้หุ่นเหมือนพี่ณเดชน์จังเลย พี่ทำยังไง ผมอยากได้อย่างนี้” ก็รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ เรากำลัง Share ความฝันเดียวกันกับที่คนอื่นเขามี มีความฝันแบบเรา เพราะเราก็อยากให้หุ่นเราแบบนี้ แล้วเขาก็อยากที่จะเป็นแบบอย่างหรือว่าเอาเป็นตัวอย่าง ผมว่าก็ดีนะที่เราเป็นกำลังใจแล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนหลาย ๆ คน ผมเคยเจอคนขับ Grab ผมที่ไปส่งผม เขาก็บอกว่า เชื่อไหมผมเห็นหุ่นพี่ ผมกลับไปกิน Keto ตอนนี้ผมลดลงมาได้ 20 กิโลกรัม อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ก็รู้สึกว่า แล้วทำไมคนที่มองเรามาแล้วเขารู้สึกว่าเราเป็นแรงบันดาลใจ การที่เรา Maintenance แล้วก็ Keep On การออกกำลังกาย แล้วก็การ Challenge ตัวเองในทุก ๆ กีฬาที่เราไปแข่งขัน และความบ้าระห่ำตรงนี้เอาไว้เป็นประโยชน์กับคนอีกหลายคนเลย เวลาเขาได้เห็นเราผ่านทาง Social Media ครับ เรื่องที่ยังจัดการตัวเองยังไม่ได้ ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ผมจะมีสภาวะ Binge Eating Disorder หรือการโหยหนัก ๆ อยู่บ่อย ๆ เพราะว่าเราคุมอาหารจริงจังหรือบางทีเราคุมจนเกินไปจนไม่ถึง Calorie หรือว่าสารอาหารที่เราต้องการจริง ๆ แล้วร่างกายจะโหยตอนดึก ๆ หรือเครียดอะไรอย่างนี้ แล้วบางทีเรา Long Run มาแล้วเราต้องคุมอยู่ใน 2,000 Calorie อย่างนี้ ก็จะหิว ทั้งวันแล้วตกลางคืนจะกดแล้วช่วงเวลา 21:00 น. 22:00 น.  Pizza มาแล้วถาดหนึ่ง Ice Cream กด ๆ อันนี้ง่ายก็มาส่ง ลงไปข้างล่าง กิน ๆ พอกินเสร็จก็ เครียด เซ็ง ทำไมคุมตัวเองไม่ได้เลยแล้วพอรู้สึกอย่างนี้ปุ๊บ ทรยศตัวเองด้วยการกินอีก ไหน ๆ ก็กินมาแล้ว กินให้หมดเลยแล้วกัน แล้วผมก็สั่งมาเกลี้ยง กิน ๆ อีก ตื่นเช้ามาทีนี้ก็รู้สึกผิดก็เลยจะ Fasting ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดพี่ ไม่ควรจะทำแบบนี้ Mindset ง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าวันนี้พัง พรุ่งนี้ก็แค่เริ่มใหม่ แล้วคุมทุกอย่างให้อยู่ภายใต้กรอบที่ตัวเองวางเอาไว้ โอเค วันนี้เช้าทำเครื่องหมายวิ่ง ทำเครื่องหมายนู่นนั่นนี่ ทำเครื่องหมายทำถูกต้องที่สุด ทำดีที่สุดแล้วหรือยังวันนี้แค่นั้นเอง ปริมาณสารอาหารที่บริโภคต่อวัน ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: โปรตีนผมกินอยู่ที่ 160 กรัม ถึง 170 กรัม คาร์โบไฮเดรต 240-270 กรัม ไขมันจะกินอยู่ที่ 35 กรัม อันนี้คือมาตรฐานวางไว้เท่านี้ แต่ที่เหลือคือก็ขยับได้ ถ้าเลือกได้จะไม่ค่อยกินพวกชานม นอกจากเป็นแข่งเสร็จแล้ว ปิด Project แล้ว วันสุดท้ายของคิวการถ่ายทำ กิน Celebration ให้รางวัลตัวเอง มีนิสัยการใน Plan และจัดเตรียมสิ่งของล่วงหน้า ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ใช่ ผมเป็นคนที่ไม่สามารถอยู่กับอาทิตย์ที่ไม่มีการ Plan ได้ เหมือนเป็นคนที่ สมมุติวันนี้วันอาทิตย์ พรุ่งนี้วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์หน้า ผมต้องรู้แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง เวลาเท่าไร ไม่งั้นนอนไม่หลับ เสื้อผ้าพวกนี้ใส่อะไร เตรียมวางไว้ ออกมาอาบน้ำเสร็จออกมาใส่เสื้อผ้าต้องชุดนี้เท่านั้น ของทุกอย่างจะเตรียมเก็บไว้ในกระเป๋า เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ต้องมานั่งจัดหรือมานั่งหา อาหารอันไหนจะเอาไป Meal Prep อะไรอย่างนี้ ที่กินก็จะเตรียมไว้วางไว้ชั้นบนสุด คุณมีนิสัยนี้มาได้ยังไง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: คุณพ่อที่เป็นคนญี่ปุ่น ปะป๊าแบบว่าเราจะเห็นตั้งแต่เด็ก เขาจะแขวนชุดทำงาน ปากกาเสียบช่องเดิม สีเดิม เงินเก็บไว้ในช่องเดิม แล้วก็แขวนเสื้อกับกางเกง บนโต๊ะก็จะมีของที่เรียงวาง ๆ เหมือนเขาเป็น OCD วาง ๆ แล้วก็เรียงเป็นระเบียบแล้วว่า พรุ่งนี้เขาต้องหยิบอะไรไปบ้าง เขาจะรู้หมดเลย เราก็ถามเขาตอนเด็ก ๆ ว่า ปะป๊า ทำอะไร เขาบอกว่า “เตรียมของไว้ เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะได้หยิบของที่จะเอาไปได้ง่าย ไม่ลืมหน้าลืมหลัง” เขาไม่ได้บังคับให้เราทำแบบนั้น แต่เรารู้สึกว่าอยากเท่เหมือนเขา อยากทำเหมือนที่คุณพ่อเราทำก็เลยติดนิสัยตรงนี้มาเรื่อย ๆ น้องญาญ่าเป็นเหมือนกันไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ไม่ น้องญาญ่ามีความชิลล์กว่า ติดบ้านมากกว่า ชอบอยู่บ้าน ชอบอ่านหนังสือ อะไรที่เป็นกีฬาที่แรงปะทะหนัก ๆ ชวนไปต่อยมวยอย่างนี้ ญาญ่าก็จะถามว่า “ให้มาทำไม จะให้ญาญ่าไปทำร้ายใคร” (หัวเราะ) ผมก็บอกว่า “ไม่ ก็ออกกำลังกายไง” ญาญ่าก็บอก “ไม่อยากต่อยคน อยากต่อย You ได้ไหม” (หัวเราะ) พอโตมาเรื่อย ๆ ช่วงวัยรุ่นก็จะเริ่มกระบวนการนี้ เริ่มเละเทะ ติดเพื่อน ติดเที่ยว ก็จะมีคุณแม่คอยเตือนสติตลอดว่า เคยทำอะไรก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต้องเข้ามาตรวจในห้องว่า แขวนเสื้อผ้า พรุ่งนี้ไปโรงเรียน แขวนชุดนักเรียนหรือยังอะไรอย่างนี้ ความรู้สึกเมื่อ Plan ที่วางไว้ไม่เป็นไปตามเป้า ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ไม่ค่อย Happy จะพยายามที่จะกบฏ เพื่อเอาตัวเลือกที่ตัวเองเลือกเป็นหลักเสมอ แต่พอเถียงกันไป คุยกันไป สุดท้ายเราก็ลดอีโก้ตัวเองลงแล้วก็ทำตามสิ่งที่มี ณ ตอนนั้น หรือว่าสิ่งที่ดีที่สุดตอนนั้น เคยเจอปัญหาสุขภาพที่หนักจนร่างกายเริ่มประท้วงบ้างไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: มีครับ ผมเป็น Hypothyroidism ก็คือต่อมเผาผลาญในร่างกายพังแล้ว ช่วงที่ตื่น ตี 5 พังมาจาก 3 เดือนนั้นแหละที่ไปเข้า Fitness  โดยที่นอนเที่ยงคืน ตื่นตี 5 แล้วก็ทำชีวิตวงจรวนซ้ำ ออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง ตอนนั้นอายุ 24-25 ปี พอเราเริ่มเข้าอายุ 28 ปี ตื่นเช้าไปกองถ่าย ตอนนั้นลุกไม่ไหวแล้วเป็นอย่างนี้อยู่ประมาณเกือบเดือน เริ่มรู้สึกว่าร่างกายน่าจะป่วยหรือเป็นอะไรสักอย่าง กลัวว่าตัวเองจะแบบเป็นลมอะไรอย่างนี้ ตาร้อน หน้าร้อน ตื่นไม่ไหว ลุกไม่ขึ้น ง่วงนอนตลอดเวลา ก็เลยไปหาหมอ ปรากฏหมอก็บอกว่าเป็น Hashimoto's Thyroiditis คือต่อมไทรอยด์พัง ชีวิตผมต้องกินยาทุก ๆ เช้า เพื่อปรับ Thyroid Hormone ให้มันมีเหมือนกับต่อมนี้มันไม่ทำงาน เราต้องกินยาแทน ก็เป็นปัญหา เป็นโรคประจำตัวอีก 1 โรค นอกเหนือจากหอบหืดที่มี ผมก็อยากแนะนำว่าจริง ๆ แล้ว จิตใจเรา บางทีมนุษย์เรามันมีความเข้มแข็ง แล้วแข็งแรงมาก ๆ แต่ว่าร่างกายเรา บางที Overload เขามาก ๆ พอใช้งานหนัก ๆ จนเครื่องพัง ซ่อมไม่ได้ ไม่มีอะไหล่ อวัยวะเราไม่มีอะไหล่มาเปลี่ยน อันตราย Hypothyroidism มันส่งผลกับชีวิตประจำวันยังไง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: ถ้า Dose ยาไม่ถึง จะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ง่วงตลอดเวลา รู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยมีแรง เปลือกตาร้อน คอร้อน หัวร้อน แบบวูบ ๆ ร้อนเหมือนเป็นชีพจร แล้วก็โหย เหมือนหิว แล้วน้ำหนักขึ้น มีการแกว่งตัวของตัวเลขในน้ำหนักอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าสมมุติว่า Dose ยามันพอดี ก็จะกลับมาปกติ เหมือนเป็นคนใช้ชีวิตปกติเลย เหมือนก่อนหน้าที่จะเป็น Hypothyroidism อะไรอย่างนี้ ซึ่งยาของผมต้องปรับตามน้ำหนักตัว แล้วผมเป็นคนที่น้ำหนักตัวแกว่งตัวตลอดเวลา เพราะว่าผมเดี๋ยวก็ตัวใหญ่ น้ำหนักขึ้น ก็คือคุณหมอก็จะบอกเลยว่าถ้าเมื่อไรน้ำหนักตัวขึ้น ให้เข้ามาหาเพื่อที่จะปรับยา เพื่อที่จะตรวจเจาะเลือดแล้วตรวจแล้วปรับยา เคยขึ้นเป็น 10 โล คุณหมอก็จะ “ไม่ค่อยดีกับสุขภาพนะคะคุณณเดชน์” เอางี้แล้วกันคุณหมอก็ดูแลผม ผมจะใช้ชีวิตอย่างนี้ คุณหมอก็ค่อยปรับยาให้ผมหน่อยแล้วกันอะไรอย่างนี้ เพราะถ้าเกิน Over เกินไปจะกลายเป็นว่า Alert แล้วก็หัวใจก็อาจจะใจสั่นแล้วก็เหนื่อยง่าย เพราะว่าใจเต้นเกิน สิ่งที่ได้รับจากการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาในทุก ๆ ครั้ง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ: สำหรับผมเลยอันดับแรกรู้สึกสะใจ ผมโคตรสะใจเลยเวลาที่ได้ออกไปแข่งหรือไป  Fitness Test หรือว่าไป Trail อย่างที่ 2 คือผมรู้สึกว่าเพื่อนร่วมทางที่ไปด้วย ต่อให้เราจะแข่งขันกันหรือเราจะช่วยเหลือกันระหว่างทางก็ตาม เป็นมิตรภาพที่เรารู้สึกว่า หาไม่ได้จากนอกสนามแข่ง เพราะในเมื่อทุกคนต้องการที่จะไปแข่ง เรามีจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย แต่เรายังไม่ลืมที่จะแวะถามไถ่ ดูแลกันและกันระหว่างทาง ตรงนี้สำหรับผมคือสิ่งสวยงามสำหรับโดยเฉพาะกีฬา Trail หรือว่า HYROX ก็ตาม บางทีมีคนวิ่งผ่านผม "สู้ ๆ ครับ" บางคนผมวิ่งผ่าน "ไปครับพี่ ไปครับ" เหมือนกับเราให้กำลังใจกัน ทั้ง ๆ ที่เรากำลังมีจุดมุ่งหมายในการแข่งขันกันและกัน ผมก็เลยรู้สึกว่า ชื่นชอบ Energy ตรงนั้น แล้วผมจะชอบมี Mindset ที่เป็นเสียงในหัวดังขึ้นมาว่า "ไม่ไหวแล้ว เราพอตอนนี้ก็ได้" อย่าง HYROX ล่าสุดที่ไป Solo มีแว๊บหนึ่งเข้ามาในหัวเหมือนกัน "ไม่ไหวแล้ว มาทำไม เพื่ออะไร" เหมือนไปวิ่ง Trail ก็จะมีเสียงในหัวตรงนี้เข้ามาเหมือนกันว่า "ไม่ไหวแล้ว" แต่พอความรู้สึกแบบนี้แล้วถูกทลายด้วยความคิดอีกส่วนหนึ่งของเราว่า "ไม่ได้ เราเลือกมาอย่างนี้เอง เราต้องไปให้ได้ ต้องเอาให้จบให้ได้" แล้วความรู้สึกนั้นเหมือนกำลังชนะซาตานที่อยู่ในความคิดเรา ผมรู้สึกว่าโคตรอิ่มเลย ตอนเข้าเส้นชัยไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น แต่พอมานั่งคิดแล้วการเอาชนะเสียงในหัวเรา คือรสชาติที่อร่อยมาก ๆ เลย กับการไปแข่งขันครับ สามารถติดตาม  "On the way with Chom"  ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น. คลิกชมรายการย้อนหลัง  :  youtube.com/watch?v=VUWFeUiX…
59
ใหม่–ดาวิกา โฮร์เน่ สง่างามในเครื่องประดับ Chaumet ณ งาน Vogue Forces of Fashion Gala เมืองซูโจว ประเทศจีน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2026 ใหม่–ดาวิกา โฮร์เน่ (@davikah) นักแสดงหญิงชาวไทย ปรากฏตัวในงาน Vogue Forces of Fashion Gala ณ เมืองซูโจว ประเทศจีน พร้อมสวมใส่เครื่องประดับจากคอลเลกชัน Joséphine อันเป็นเอกลักษณ์ของ Chaumet ในโอกาสนี้ ใหม่–ดาวิกา เลือกสวมใส่ต่างหู Joséphine Impériale จับคู่กับสร้อยคอ Joséphine Valse Impériale โดยเครื่องประดับทั้งสองชิ้นได้รับแรงบันดาลใจจากจักรพรรดินี Joséphine สะท้อนมรดกอันทรงคุณค่าและความเชี่ยวชาญด้านศิลปะแห่งงานเครื่องประดับของเมซง พร้อมถ่ายทอดความสง่างามเหนือกาลเวลาและความอ่อนช้อยอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Joséphine @chaumetofficial #Chaumet #CelebritiesInChaumet
32
คนไทยพฤติกรรมเปลี่ยน หันอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พุ่งสูง 66% ด้าน ราคุเทน โคโบ ผนึก เมพ คอร์ปอเรชั่น รับปัจจัยบวกรุกตลาดเครื่องอ่าน อีบุ๊กเพิ่ม  พร้อมเปิดกลยุทธ์เชื่อมออนไลน์-ออฟไลน์ จับมือ B2S เปิด Kobo Flagship Store ราคุเทน โคโบ ยักษ์ใหญ่เครื่องอ่านหนังสือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Reader) หรือ เครื่องอ่านอีบุ๊ก (E-Book) ผนึก เมพ คอร์ปอเรชั่น เจ้าตลาดแพลตฟอร์มอีบุ๊กและผู้จัดจำหน่ายเครื่องอ่านอีบุ๊กไทย เผยตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่ง คนนิยมอ่านด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พุ่ง 66% ด้านพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ขอเว้นวรรคโลกสังคมออนไลน์ (Social Media Detox) หันหาการอ่านเพื่อพักผ่อนและพัฒนาตนเอง ส่งผลบวกเครื่องอ่านอีบุ๊ก ราคุเทน โคโบ ยอดขายพุ่งตั้งแต่เปิดตัว ล่าสุดลุยเดินหน้ากลยุทธ์เชื่อมช่องทางออนไลน์-ออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ (Omnichannel) เปิดเว็บไซต์ ReaderShip.me ขายออนไลน์ พร้อมจับมือ B2S เปิด Kobo Flagship Store 4 สาขา มร. จูเลียน โจว ผู้จัดการทั่วไป ราคุเทน โคโบ เอเชีย กล่าวว่า การเปิดตัวเครื่องอ่านอีบุ๊ก Rakuten Kobo อย่างเป็นทางการร่วมกับ MEB Corporation ในช่วงต้นปี 2026 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กของไทยก็แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับตลาดอีบุ๊กของไทยที่จะยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไปอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับทิศทางของตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งข้อได้เปรียบสำคัญของประเทศไทย คือ กลุ่มประชากรคนรุ่นใหม่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล รักการอ่าน ตื่นตัวและกระตือรือร้นต่อการเสพเนื้อหาดิจิทัล สิ่งนี้นับเป็นปัจจัยเร่งชั้นดีต่อการผลักดันและนำเสนอเครื่องอ่านอีบุ๊กในฐานะอุปกรณ์การอ่านชั้นดี ที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และปกป้องสายตาด้วยเทคโนโลยี ComfortLight PRO ที่ช่วยลดแสงสีฟ้าโดยอัตโนมัติตลอดทั้งวัน ทำให้สามารถอ่านหนังสือได้นานขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และปราศจากสิ่งรบกวนเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นอกจากนั้นในเชิงกลยุทธ์ ราคุเทน โคโบ ได้วางตำแหน่งให้ประเทศไทยให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวเครื่องอ่านอีบุ๊กในระดับอาเซียนและเอเชียด้วย ส่วนความร่วมมือกับ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะพันธมิตรผู้จัดจำหน่ายและเป็นกุญแจสำคัญที่นำแบรนด์ ราคุเทน โคโบ สู่นักอ่านชาวไทยได้อย่างตรงจุด โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกของตลาดประเทศไทยมาช่วยสนับสนุนการขยายตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกในประเทศ รวมถึงยังได้ขยายช่องทางในการเข้าถึงเครื่องอ่านอีบุ๊ก ราคุเทน โคโบ ผ่านจุดให้บริการค้าปลีกทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์เพิ่มเติมอีกด้วย ส่วนการสร้างการรับรู้ในแบรนด์นั้น ได้ร่วมกันสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าและนักอ่านผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งงานสัปดาห์หนังสือ กลุ่มคอมมูนิตี้ต่างๆ ในประเทศไทย และช่องทางอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมแนะนำคลังหนังสือสู่กลุ่มผู้อ่านภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ของ ราคุเทน โคโบ กว่า 8 ล้านเล่ม โดยวางเป้าเจาะกลุ่มโรงเรียนนานาชาติทั่วประเทศไทยที่มีมากถึง 280 แห่ง และมีเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ด้านนายรวิวร มะหะสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (หรือ “เมพ คอร์ปอเรชั่น”) เผยถึงทิศทางของตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กว่า แนวโน้มของตลาดโลกและไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ข้อมูลจากรายงานของ Mordor Intelligence ประเมินว่าตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กโลกจะเติบโตประมาณ 8.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และจะสูงถึง 11.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2574 (เติบโตเฉลี่ย 6.24%) กลุ่มประเทศที่มีการเติบโตเร็วที่สุดคือ Asia Pacific สอดรับกับพฤติกรรมนักอ่านไทยที่หันมาบริโภคคอนเทนต์ดิจิทัลมากขึ้น ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เผยว่า มูลค่าตลาดหนังสือไทยปี 2569 คาดว่าจะโตแตะ 21,000 ล้านบาท เป็นการอ่านเนื้อหาบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 66% อ่านบนกระดาษ 34% โดยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการอ่านด้านเพศและอายุไม่มีความแตกต่างกัน แม้กลุ่มผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป ก็มีการอ่านเนื้อหาบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 64%-66% แม้ว่าจะสามารถอ่านอีบุ๊กบนสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้ แต่จากเทรนด์การเว้นวรรคโลกสังคมออนไลน์ (Social Media Detox) โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนที่เริ่มทำงานที่ตระหนักถึงความเหนื่อยล้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็ปเล็บ และ สมาร์ตโฟนที่มีแสงสีฟ้า รวมถึงต้องการหลีกเลี่ยงเสียงเตือนของโซเชียลมีเดีย โดยหันมาอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง พักผ่อน รวมถึงการพัฒนาตนเอง การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ดังกล่าวส่งเสริมให้เกิดความต้องการเครื่องอ่านอีบุ๊กมากขึ้น เพราะสามารถเป็นพื้นที่ส่วนตัว ตอบโจทย์การอ่านที่ปราศจากสิ่งรบกวนได้อย่างแท้จริง ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึงโอกาสการเติบโตของตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กในประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ ส่วนผลการตอบรับของตลาดหลังนำแบรนด์ ราคุเทน โคโบ เข้ามาจำหน่ายนั้น ถือว่าเป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก จากจุดเด่นด้านความเป็น Premium E-Reader ทั้งการออกแบบ คุณภาพวัสดุ ความเสถียรของระบบที่ผู้ใช้งานให้ความสำคัญ ผนวกกับความมั่นใจในการมี เมพ คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมที่ทำให้ประหลาดใจจากที่ทางบริษัทฯ คาดไว้และแสดงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยในการเลือกเครื่องอ่านอีบุ๊ก คือ การที่รุ่นท็อปหน้าจอสีอย่าง Kobo Libra Colour ได้รับความนิยมสูงสุด แซงหน้ารุ่นเริ่มต้น (Kobo Clara BW ราคา 6,490 บาท) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักอ่านไทยไม่ได้ตัดสินใจซื้อด้วยปัจจัยด้านราคาอย่างเดียว แต่พร้อมลงทุนกับอุปกรณ์ที่มอบประสบการณ์การอ่านที่ดีกว่า มีฟังก์ชันครบ (หน้าจอสี, จอใหญ่) และตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว ดังนั้น เพื่อต่อยอดความสำเร็จ เมพ คอร์ปอเรชั่น จึงใช้จุดแข็งในความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคผสานความร่วมมือกับ B2S (ผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจหนังสือ และเครื่องเขียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) เดินหน้ากลยุทธ์การเชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ หรือ ออมนิแชนเนล (Omnichannel) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเว็บไซต์ ReaderShip.me เป็นช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์หลักของผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิด Kobo Flagship Store เพื่อจำหน่ายเครื่อง 3 รุ่น (Kobo Clara BW, Kobo Clara Colour และ Kobo Libra Colour) ให้ลูกค้าสามารถทดลองใช้งานจริงในร้าน B2S ใน 4 สาขาหลัก ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลชิดลม, เซ็นทรัลลาดพร้าว และเมกาบางนา รวมถึงยกระดับบริการหลังการขายด้วยการเชื่อมโยงหน้าร้าน B2S กับระบบออนไลน์ของ ReaderShip.me ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในการรับประกัน การส่งซ่อม และการให้คำปรึกษาการใช้งานจากพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญ ส่วนแผนการจำหน่ายในปี 2570 นั้น มองว่าจะเจาะเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ (New Segments) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงานที่ต้องการเครื่องอ่านอีบุ๊กหน้าจอสี เพื่ออ่านไฟล์ PDF และเขียนสรุปหรือจดข้อความสำคัญได้ นอกจากนั้นในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 23 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 นั้น ทาง เมพ คอร์ปอเรชั่น ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ซื้อ Kobo Clara ทุกรุ่น รับฟรี Basic Sleep Cover มูลค่า 790 บาท และผู้ซื้อ Kobo Libra Colour รับฟรี Basic Sleep Cover มูลค่า 1,090 บาท พร้อมสติกเกอร์ Rakuten Kobo ทุกรุ่น นอกจากนี้ยังมีราคาพิเศษสำหรับอุปกรณ์เสริม เช่น ปากกา Kobo Stylus 2 และ Kobo Remote รวมถึงกิจกรรมลุ้นรับ Kobo Readimals Pin ของสะสมลิขสิทธิ์ 4 ลวดลาย โดยสามารถเยี่ยมชมและทดลองใช้งานได้ที่บูท G30 ฮอลล์ 5-7 และพิเศษสำหรับ Online Book Expo Thailand เพียงกรอกรหัส 26BETH ในขั้นตอนชำระเงินรับส่วนลด 20% ที่ kobo.com/th/en/p/online-book… สำหรับผู้สนใจข้อมูลเครื่องอ่านอีบุ๊ก ราคุเทน โคโบ สามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ readership.me
84
ตั๋วพร้อมแล้ว แฟน ๆ พร้อมยัง “Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” เปิดให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแล้ววันนี้ เตรียมผจญภัยสุดตื่นเต้นไปกับสาวน้อยผู้ปลดปล่อยพลังเวทมนตร์ แล้วไปให้กำลังใจ “เนเน่ รอยัล” กับการพากย์เสียงแอนิเมชันฟอร์มยักษ์ครั้งแรก 26 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ ตัวอย่างภาพยนตร์: youtu.be/HD_pOlowOAo?si=RYzB… ตั๋วร้อน ๆ มาแล้วจ้า “Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” ภาพยนตร์แอนิเมชันฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปีจาก Walt Disney Animation Studios เปิดให้ซื้อตั๋วล่วงหน้า จับจองความสนุกก่อนใครแล้ววันนี้ ชวนทุกคนออกเดินทางสู่การผจญภัยในโลกเวทมนตร์สุดมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เสียงหัวเราะ และเรื่องราวเหนือความคาดหมาย เมื่อบิลลี่ เด็กสาววัยรุ่นที่เผลอปลดปล่อยพลังเวทมนตร์ลึกลับในตัวเอง ต้องก้าวเข้าสู่ Hexe ดินแดนของเหล่าแม่มด ที่ซึ่งทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝันและการผจญภัยสุดอลเวง พร้อมเหล่าตัวละครแปลกใหม่ที่เข้ามาสร้างสีสันและความสนุกตลอดการเดินทาง ท่ามกลางโลกแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยมนตร์วิเศษและสิ่งมหัศจรรย์ที่รอให้ค้นพบ พิเศษสำหรับแฟนหนังพากย์ไทย เรื่องนี้ได้ “เนเน่ รอยัล” มารับหน้าที่พากย์เสียงภาษาไทยเป็นตัวเอก “บิลลี่” เติมสีสันให้การผจญภัยครั้งนี้สนุกยิ่งขึ้น ชวนเพื่อน ๆ และครอบครัวมาจับจองบัตรล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ ก่อนออกผจญภัยไปด้วยกันใน “Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” 26 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งนี้ “Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” ถ่ายทอดเรื่องราวของ บิลลี่ (Billie) เด็กสาววัยรุ่นผู้หุนหันพลันแล่นและไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ๆ (ให้เสียงพากย์ต้นฉบับโดย Hailee Steinfeld และเสียงพากย์ภาษาไทยโดย เนเน่ - รัตติกานต์ อำลอย) เมื่อเธอค้นพบพลังเวทมนตร์ลับที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง และเผลอปลดปล่อยมันออกมา ชีวิตของบิลลี่ก็ถูกผลักเข้าสู่การผจญภัยสุดตระการตา จากโลกชานเมืองอันคุ้นเคยสู่ดินแดนแม่มดอันกว้างใหญ่ที่เรียกว่า Hexe ที่นั่นเธอจำเป็นต้องร่วมมือกับ Alice ผู้เป็นแม่ที่ทั้งรอบคอบและระมัดระวัง (ให้เสียงพากย์โดย Rashida Jones) ก่อนที่ทั้งคู่จะค้นพบความลับของครอบครัว ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโลกของเหล่าแม่มดไปตลอดกาล ภาพยนตร์กำกับโดย Fawn Veerasunthorn และ Jason Hand ร่วมกำกับโดย Josie Trinidad และอำนวยการสร้างโดย Roy Conli “Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” เปิดให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแล้ววันนี้ จองที่นั่งและรอบฉายให้พร้อม แล้วไปเปิดประตูสู่โลกเวทมนตร์ที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ความลับ และการผจญภัยครั้งใหม่ ที่จะพาทุกคนไปค้นพบว่า บางครั้งพลังวิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจเริ่มต้นจากการค้นพบตัวตนของเราเอง 26 พฤศจิกายน 2569 นี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ โซเชียลมีเดีย: X: @DisneyStudiosTH Instagram: @disneystudiosth Facebook: @WaltDisneyStudiosTH Youtube: @waltdisneystudiosth #HexedTH #มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง
33
“GMMTV” ตอกย้ำความสำเร็จสุดปัง!! กวาด 6 รางวัล จาก 3 สาขา บนเวทีประกาศรางวัล “HOWE AWARDS 2026” “GMMTV” คอนเทนต์โพรไวเดอร์ชั้นนำของเมืองไทย ในเครือบริษัท “เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)” ตอกย้ำผลงานคุณภาพ หลังสร้างผลงานได้โดดเด่นและยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดกวาดถึง 6 รางวัล จาก 3 สาขา บนเวทีสุดยิ่งใหญ่กับงานประกาศรางวัล “HOWE AWARDS 2026” เพื่อฉลองครบรอบ 14 ปี จัดโดย นิตยสารฮาว (HOWE MAGAZINE) ซึ่งได้มอบรางวัลให้กับบุคคลอันทรงเกียรติและผู้ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ทั้งวงการธุรกิจและวงการบันเทิงของประเทศไทย ที่มีผลงานโดดเด่น ยอดเยี่ยม และเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก มอบให้กับบุคคลที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในวงการบันเทิงทั้งงานแสดงและด้านดนตรี  รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมและได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งเป็นรางวัลจากการตัดสินจากคณะกรรมการ โดยผลงานซีรีส์คุณภาพมาแรงแห่งปี “Mr.Kill มังงะสั่งตาย” นำแสดงโดย 2 นักแสดงหนุ่มฮอต “ดิว จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์, ธี ธีรเดช วิถีพานิชย์” ที่ทั้งคู่พิสูจน์ฝีมือด้านการแสดงจนได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างสูง จากบทบาท “เคย์” และ “ภัทร” เรียกว่าได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆ ทำให้ “ดิว-ธี” คว้ารางวัล “HOWE RISING ICON AWARD” มาครอง ด้าน 2 นักแสดงวัยรุ่นสุดปังมากความสามารถ “ซี เดชชาติ ทาศิลป์, คีน สุวิจักขณ์ ปิยะนพโรจน์” ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียอย่างถล่มทลาย และได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะการแสดงบท “น้องชีวา” และ “พี่นิรันดร์” จากซีรีส์วัยรุ่นสดใส “WEIRDO-101 แรงโน้มถ่วงระหว่างเรา” จนคว้ารางวัล “HOWE RISING ICON AWARD” นับเป็น 4 ดาวรุ่งดวงใหม่ที่เปล่งประกายอย่างน่าจับตามองสุดๆ ส่วน “POLCASAN” (GMMTV Fandom Characters) มาสคอตสุดน่ารักที่ออกแบบโดย 2 นักแสดงสุดฮอต “เต ตะวัน” และ “นิว ฐิติภูมิ” โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้ได้รับความสนใจและเป็นกระแสพูดถึงอย่างต่อเนื่องจนเป็นไอคอนแห่งปี ก็คว้ารางวัล “SPOTLIGHT OF THE YEAR” และกลุ่มมาสคอตจาก “GMMTV” หรือ “GMMTV FANDOM CHARACTERS” ซึ่งมีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่สร้างภาพจำได้อย่างชัดเจน จนได้รับความรักและความนิยมในวงกว้าง พร้อมสร้างกระแสและโมเมนต์ที่น่าจดจำ ก้าวขึ้นเป็นไอคอนแห่งปีที่ครองใจผู้คนทั่วโลก จนคว้ารางวัล “CHARACTER ICON OF THE YEAR” โดยมี “POLCASAN, AVOCEAN, JUMMO, DOMIIA, NONG NOOONG“ เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้ “GMMTV” ขอขอบคุณคณะกรรมการทุกท่าน และแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตด้วยดีมาตลอด ถือเป็นพลังใจสำคัญในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป โดยจัดมอบรางวัลขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ ห้อง Grand Hall 201-203 ชั้น 2 BITEC (ไบเทค บางนา) ที่ผ่านมา
109
“LYKN” ระเบิดความมันส์! สมการรอคอย สะท้อนทุกตัวตนผ่าน คอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ “LYKN REFLEXION CONCERT” แฟนๆ กรี๊ดสะเทือน!! อิมแพ็ค อารีน่า 3 วันเต็มอิ่ม ปิดฉากความมันส์ตลอด 3 วันอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย  สำหรับคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ “LYKN REFLEXION CONCERT” ของ “LYKN” 5 หนุ่มหมาป่าสุดฮอต “วิลเลี่ยม จักรภัทร แก้วพันธุ์พงษ์, เลโก้ รพีพงศ์ ศุภธินีกิตติ์เดชา, นัท ธนัท ด่านเจษฎา, ฮง พิเชฐพงศ์ จิรเดชสกุลวงศ์, ตุ้ย ชยธร ไตรรัตนประดิษฐ์” จาก “RISER MUSIC”  ที่ยกขบวนเพลงฮิต และ PERFORMANCE ยิ่งใหญ่อลังการกว่า 30 โชว์ พร้อมแขกรับเชิญคนพิเศษ “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร, โจ๊ก IScream, D GERRARD, จินตหรา พูนลาภ” ที่มาเสริพทัพความมันส์สะท้อนตัวตนทุกด้านของ “LYKN” ตลอด 3 รอบการแสดง เมื่อวันที่ 23-24-25 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00 น. ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ที่ผ่านมา พร้อมเติมไฟและพลังแห่งความสุขให้กับเหล่า “LYKYOU” (ชื่อแฟนด้อม) อย่างจุใจ ทั้งที่อยู่ในฮอลล์ และรับชมผ่านLive Streaming ทาง “TTM LIVE” ที่สามารถรับชมได้ครอบคลุมทั่วโลก ส่งผลให้โซเชียลร้อนแรงทั่วโลก ดันให้แฮชแท็ก #LYKNReflexionConcertD1, #LYKNReflexionConcertD2, #LYKNReflexionConcertD3 พุ่งทะยานขึ้นเทรนด์ X“อันดับ 1” ประเทศไทย รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วทุกมุมโลก ถือเป็นการตอกย้ำถึงการเป็นจ่าฝูงหมาป่าตัวท๊อปแห่งวงการ T-POP อีกด้วย เปิดฉากความฮอตด้วยเพลงฮิตสุดมันส์ที่สะท้อนตัวตนบอยกรุ๊ป “อันดับ 1” ในเพลง “โลเล โยเย โมเม (No Way), ทัก (First Sight), หน้าเบลอหลังชัด (Foreground), ฉ่ำ (Charm)” จากนั้นย้อนวัยเซอร์ไพรส์ในลุคชุดนักเรียน ม.ปลาย กับวงดนตรีเฉพาะกิจที่มาทั้งร้องทั้งเล่นเพลงดัง อย่าง “ช่างมัน” และ “ไม่บอกเธอ” ก่อนจะพาเข้าสู่พาร์ท Reflection in water ที่เปิดพาร์ทนี้สุดอลังการ ผ่านเพลง “Reflection - แค่กระจกกั้น” ตามด้วย “แอบรักไม่ทําให้ใครตาย (No Worries), ถ้าเกิด (If Only)” ที่ทั้งโหนสลิง ขึ้นกระเช้า ประสานเสียงสะกดแฟนๆ ทั้งฮอลล์ ก่อนจะเข้าสู่โชว์เดี่ยว Shadow Reflection ที่สะท้อนตัวตนของเมมเบอร์แต่ละคน เริ่มที่ “เลโก้” เรียกเสียงฮือฮาผ่านโชว์สุดเซ็กซี่ในเพลง “Water - Is it” ตามด้วย “นัท” กับเพลง “มีอะไรอีกไหมที่ลืมบอก” ตามด้วย “ตุ้ย” ในเพลง “Monster” และ “วิลเลี่ยม” ในเพลง “Bohemian Rhapsody” ปิดท้ายด้วย “ฮง” ในเพลง “Living Death” และเรียกเสียงกรี๊ดให้กับมาสคอต “LYKYOU” ที่ขึ้นมาสนุกกับพี่ๆ ในเพลง “น้ำหยดลงหิน” (Drip)ตามด้วย “ความรักไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น” (Trust Me) และซิงเกิลใหม่ล่าสุด “ครั้งแรกพอทน” (LYKN ft. Joke) ที่นำมาโชว์เป็นครั้งแรก แต่แฟนๆ ร้องได้ทั้งฮอลล์ พร้อมเซอร์ไพรส์เปิดตัวแขกรับเชิญคนแรก “โจ๊ก IScream” ที่มาสร้างสีสันตลอดทั้ง 3 วันกับเพลง “My Name is Brian, “ชากีกุน” ส่วนวันเสาร์ได้แรปเปอร์ชื่อดัง “D Gerrard” มาในเพลง“Superstar” และ “Galaxy” ปิดท้ายวันอาทิตย์ด้วยราชินีลูกทุ่งหมอลำ “จินตหรา พูนลาภ” กับเพลง “แฟนจ๋า” และ “เต่างอย” จากนั้นถึงอีกพาร์ทที่แฟนๆ รอคอยกับพาร์ทคอลแลป เปิดตัวด้วย “ฮง-ตุ้ย” ที่โชว์เสน่ห์หนุ่มแรปในเพลง “เพียงเธอ” (FIIXD) ต่อด้วยพี่คนโตกับน้องคนเล็ก “เลโก้-นัท” ในเพลง “Next Love” สนุกกันต่อกับ “วิลเลี่ยม-ฮง” มาพร้อมกับคียบอร์ดและกีต้าร์เล่นเพลง “เมื่อไหร่จะมี” (มีใจให้กัน) ก่อนจะส่งต่อเวทีให้กับ “ตุ้ย-นัท” สวมมาดหนุ่มบีบอยในเพลง “T2T” ปิดท้ายด้วย “God’s Menu” จาก “วิลเลี่ยม-เลโก้-LYKYOU” ที่ทำแฟนๆ เซอร์ไพรส์กับโซโล่แดนซ์ของ “LYKYOU” ที่เต้นพริ้วสมกับเป็นน้องชายวงบอยแบนด์สุดๆ ก่อนจะส่งต่อเวทีให้กับ 5 หนุ่ม “LYKN” อีกครั้ง กับพาร์ท Reflection of Light กับซิงเกิลโซโล่ เริ่มที่ “เทสดี” (Tasty) จาก “นัท” และตามด้วย “ตุ้ย” กับเพลง “ปล่อยใจ” (Bloom) จากนั้นหูเคลือบทองไปกับไฮโน๊ตของ “วิลเลี่ยม” ในเพลง “จำได้ว่าลืม” (Flashback) ตามด้วย “ถูกสเปก” (Let’s go) จาก “ฮง” และปิดด้วย “ไม่รวยไม่คุย” (Rich) จาก “เลโก้” ที่แต่ละคนได้โชว์ PERFORMANCE สะท้อนตัวตนในแบบฉบับของตัวเองออกมาได้ให้แฟนๆ ได้เห็นเป็นครั้งแรกอย่างเต็มรูปแบบ จากนั้นไประเบิดความมันส์กันต่อแบบไม่มีอ่อมกับ 3 PERFORMANCE “หน้าไหว้หลังหลอก”(Oh My Gosh), ชอบก็บอก (Feel Like Me)” และ “โฮ่ง(Sugoi)” ที่แฟนๆ ลุกขึ้นมากระโดดทั้งฮออล์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ในวันแรกเซอร์ไพรส์แฟนๆ เปิดตัว “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” กรรมการคนสำคัญจาก “Project Alpha” ซีซั่น 1 ขึ้นมาบรรเลงเปียโนให้กับ “LYKN” ในเพลง “เลิกกับเขาเดี๋ยวเหงาเป็นเพื่อน” (May I?) และ “รักเธอ” ที่ฟังแล้วอบอุ่นและหวนคิดถึงจุดเริ่มต้นของทั้ง 5 หนุ่มสุดๆ ส่วนวันเสาร์ และ อาทิตย์ กับเพลง “จีบได้ไหม” (Would You Mind?) และ “หยอกไม่หลอก” (Trick Or Treat) ก่อนปิดท้ายด้วยการเผยความรู้สึกว่า “ขอบคุณ GMMTV และ RISER MUSIC ที่เชื่อมั่นและให้โอกาสที่ดีกับพวกเรา “LYKN” เสมอ ขอบคุณพี่ๆ ทีมงานทุกฝ่ายที่คอยซัพพอร์ตพวกเราตลอดการทำงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ และที่สำคัญ “LYKYOU”  ทุกคน ที่คอยสนับสนุนและมอบความรักให้กับพวกเราเสมอ ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมสร้างความทรงจำไปด้วยกันตลอดทั้ง 3 วันครับ” ก่อนจะส่งแฟนๆ กลับบ้านด้วยซิงเกิลพิเศษที่เอามาร้องเป็นครั้งแรก “ต้องเป็นคนนี้”และเพลง “LYKNYOU” สร้างความสุขและความประทับใจให้กับแฟนๆ ทั้งที่อยู่ในฮอลล์ และที่รับชม Live Streaming ทั่วโลก สามารถรับชมการแสดงย้อนหลังงาน “LYKN REFLEXION CONCERT” ได้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น.(GMT+7) - 20 พฤศจิกายน 2569 เวลา 23.59 น. (GMT+7) สามารถรับชมการแสดงย้อนหลังได้ 390 นาที ต่อ 1 รหัสการรับชม และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook / Instagram / X / TikTok / YouTube : RISER MUSIC และ LYKN Official
103
สายการบินเอทิฮัด  ปักหมุดกรุงเทพฯ ต้อนรับ A380  ลงจอดครั้งแรกในประเทศไทย ยกระดับประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม · สายการบินเอทิฮัดฉลองการเปิดให้บริการเที่ยวบินแอร์บัส A380 ครั้งแรกระหว่างอาบูดาบีและกรุงเทพฯ · เปิดตัวเดอะเรสซิเดนซ์ (The Residence) ห้องสวีทแบบสามห้องบนฟ้าเพียงแห่งเดียวในโลก เป็นครั้งแรกในประเทศไทย · การให้บริการด้วยเครื่องบินแอร์บัส A380 ทุกวัน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียมบนเส้นทางบินยอดนิยม 26 ตุลาคม 2569 กรุงเทพ-ประเทศไทย – สายการบินเอทิฮัด(Etihad Airways) สายการบินแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เฉลิมฉลองการเดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นครั้งแรกของเครื่องบินแอร์บัส A380 อันเป็นเอกลักษณ์ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของสายการบิน หลังเครื่องบินเรือธงรุ่นดังกล่าวลงจอด ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ในช่วงเช้าวันนี้ พร้อมนำเสนอประสบการณ์การเดินทางเหนือระดับด้วย The Residence ห้องสวีทสุดหรูบนเครื่องบินที่มีพื้นที่ส่วนตัวถึง 3 ห้องแห่งเดียวในโลก ซึ่งเปิดให้บริการในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ควบคู่กับห้องโดยสารชั้นหนึ่ง First Apartments ที่มอบความหรูหราและเป็นส่วนตัว ที่นั่งชั้นธุรกิจ Business Class ซึ่งสามารถปรับเอนนอนราบได้เต็มรูปแบบ และห้องโดยสารชั้นประหยัด Economy Class เพื่อรองรับความต้องการของผู้โดยสารที่หลากหลาย เที่ยวบินปฐมฤกษ์ในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นให้บริการด้วยเครื่องบินแอร์บัส A380 ทุกวัน บนเส้นทางระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติซายิด กรุงอาบูดาบี และกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร พร้อมนำเสนอประสบการณ์การเดินทางบนเครื่องบินอันเป็นเอกลักษณ์และได้รับการยอมรับอย่างสูงของสายการบินเอทิฮัด สู่หนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมด้านการท่องเที่ยวของสายการบิน การนำเครื่องบินแอร์บัส A380 มาให้บริการในครั้งนี้ยังสอดรับกับการเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางหนาแน่น เพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างประเทศไทย ตะวันออกกลาง และยุโรป อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของสายการบินเอทิฮัด ในการยกระดับบริการการเดินทางระดับพรีเมียมทั่วภูมิภาคเอเชีย หลังจากที่สายการบินได้เริ่มให้บริการเครื่องบินแอร์บัส A380 บนเส้นทางบินรายวันระหว่างอาบูดาบีและโตเกียว เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา อันโตโนอัลโด เนเวส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า “การนำเครื่องบินแอร์บัส A380 มาให้บริการในกรุงเทพฯ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของสายการบิน และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับการเดินทางระดับพรีเมียมของสายการบินเอทิฮัด การนำเครื่องบินเรือธงของสายการบินมาให้บริการในเส้นทางนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางอันเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นที่สุดของเราอีกด้วย “เรามองเห็นโอกาสการเติบโตอย่างมหาศาลทั้งในประเทศไทยและตลาดเอเชียโดยรวม การลงทุนอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว การเพิ่มกรุงเทพฯ เข้าสู่เครือข่ายเส้นทางบินที่ให้บริการด้วยเครื่องบินแอร์บัส A380 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลยุทธ์ดังกล่าว โดยเรามุ่งขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร เสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายการเชื่อมต่อการเดินทางผ่านกรุงอาบูดาบี และนำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้โดยสารในการเลือกเดินทางกับสายการบินเอทิฮัด” สัมผัสประสบการณ์การเดินทางเหนือระดับบนเครื่องบินแอร์บัส A380 เดอะเรสซิเดนซ์ The Residence® นิยามสูงสุดแห่งความหรูหราบนน่านฟ้า สัมผัสที่สุดแห่งความหรูหราบนเครื่องบินแอร์บัส A380 ของสายการบินเอทิฮัด กับ The Residence® ห้องสวีทส่วนตัว 3 ห้องแห่งเดียวในโลกบนเครื่องบิน รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 2 ท่าน บนพื้นที่ส่วนตัวขนาด 125 ตารางฟุต (ประมาณ 11.6 ตารางเมตร) ภายในประกอบด้วยห้องนั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน พร้อมโซฟาปรับเอนได้สำหรับ 2 ที่นั่ง ห้องนอนพร้อมเตียงคู่ และห้องน้ำส่วนตัวพร้อมฝักบัวอาบน้ำแบบเต็มความสูง ผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินกับบริการ Wi-Fi ฟรี ชุดเครื่องนอนและชุดลำลองระดับลักชัวรี สิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ตลอดจนประสบการณ์การรับประทานอาหารชั้นเลิศ (Fine Dining) ที่รังสรรค์ขึ้นตามความต้องการเฉพาะบุคคล พร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังได้รับบริการรถรับส่งพร้อมพนักงานขับรถส่วนตัว Etihad Chauffeur และสิทธิ์เข้าใช้ห้องรับรองส่วนตัว ณ กรุงอาบูดาบี เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟตั้งแต่ต้นจนจบ ห้องโดยสารชั้น First Class – ความหรูหราและความเป็นส่วนตัวเหนือระดับ ห้องโดยสารชั้นหนึ่ง (First Class) ประกอบด้วยห้องโดยสารส่วนตัว First Apartments จำนวน 9 ห้อง จัดวางในรูปแบบทางเดินเดี่ยว โดยแต่ละห้องมาพร้อมประตูบานเลื่อนเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว ภายในพื้นที่ขนาด 39 ตารางฟุต (ประมาณ 3.6 ตารางเมตร) ตกแต่งด้วยเก้าอี้เลานจ์หนังแท้จาก Poltrona Frau ที่สามารถปรับเอนได้ พร้อมที่วางเท้าแยกส่วนซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนเป็นเตียงนอนยาว 80.5 นิ้ว (ประมาณ 204 เซนติเมตร) เสริมความสะดวกสบายด้วยบริการจัดเตรียมเตียงนอนอย่างครบครัน ชุดเครื่องนอนสุดหรู ชุดลำลองจากแบรนด์ดีไซเนอร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ผู้โดยสารยังสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 24 นิ้ว ตู้แช่เครื่องดื่มส่วนตัว และสิทธิ์ใช้ห้องอาบน้ำบนเครื่องบิน พร้อมดื่มด่ำกับประสบการณ์การรับประทานอาหารชั้นเลิศแบบเลือกสั่งจากเมนู (À La Carte) ควบคู่กับเครื่องดื่มระดับพรีเมียมและไวน์ชั้นเลิศที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นพิเศษ ห้องโดยสารชั้นธุรกิจ Business Class– ความสะดวกสบายระดับพรีเมียมตลอดการเดินทาง บริเวณชั้นบนของเครื่องบินแอร์บัส A380 เป็นที่ตั้งของห้องโดยสารชั้นธุรกิจ (Business Class) จำนวน 70 ที่นั่ง โดยทุกที่นั่งสามารถเข้าถึงทางเดินได้โดยตรง และปรับเอนเป็นเตียงนอนราบได้เต็มรูปแบบ ความยาว 80 นิ้ว (ประมาณ 203 เซนติเมตร) พร้อมฟังก์ชันปรับระดับความแน่นของเบาะนั่งและระบบนวดในตัว เพิ่มความผ่อนคลายตลอดการเดินทาง ผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 18.5 นิ้ว พร้อมบริการเชื่อมต่อ Wi-Fi และอุปกรณ์ชาร์จไฟตลอดเที่ยวบิน เติมเต็มประสบการณ์ด้วยเมนูอาหารแบบ À La Carte ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจุดหมายปลายทางต่าง ๆ พร้อมเครื่องดื่มระดับพรีเมียมที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงชุดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจคอลเลกชันใหม่ Destination Collection ซึ่งมาพร้อมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากแบรนด์ LANEIGE ที่ได้รับการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน นอกจากนี้ ผู้โดยสารชั้นธุรกิจยังสามารถพักผ่อนและพบปะสังสรรค์ได้ที่ The Lobby พื้นที่เลานจ์และบาร์พร้อมบริการบนเครื่องบิน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างห้องโดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ มอบบรรยากาศผ่อนคลายและเพิ่มความพิเศษให้กับประสบการณ์การเดินทาง ห้องโดยสารชั้นประหยัด (Economy Class) – สะดวกสบายและครบครันในทุกการเดินทาง ห้องโดยสารชั้นประหยัด (Economy Class) บนเครื่องบินแอร์บัส A380 สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวน 415 ที่นั่ง โดยแต่ละที่นั่งมีความกว้าง 18.95 นิ้ว (ประมาณ 48 เซนติเมตร) สามารถปรับเอนได้ 6 นิ้ว และมีระยะห่างระหว่างแถวที่นั่ง 32 นิ้ว (ประมาณ 81 เซนติเมตร) เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ทุกที่นั่งมาพร้อมพนักพิงศีรษะแบบปีกปรับระดับได้อันเป็นเอกลักษณ์ของสายการบินเอทิฮัด หน้าจอสัมผัสขนาด 11.1 นิ้ว ช่องเสียบชาร์จ USB และบริการเชื่อมต่อ Wi-Fi ผู้โดยสารยังสามารถเพลิดเพลินกับบริการอาหารหรือของว่างและเครื่องดื่มฟรี โดยเมนูได้รับแรงบันดาลใจจากจุดหมายปลายทางต่าง ๆ พร้อมบริการหมอนและผ้าห่มสำหรับเที่ยวบินระยะไกล นอกจากนี้ สายการบินยังนำเสนอทางเลือก Neighbour-Free Seating ที่เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารเพิ่มพื้นที่ส่วนตัวระหว่างการเดินทาง เพื่อความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวที่มากยิ่งขึ้น การเพิ่มกรุงเทพฯ เข้าสู่เครือข่ายเส้นทางบินที่ให้บริการด้วยเครื่องบินแอร์บัส A380 ของสายการบินเอทิฮัด นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของบริการการเดินทางระดับพรีเมียมระหว่างกรุงอาบูดาบีและภูมิภาคเอเชีย พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารจากประเทศไทยในการเดินทางเชื่อมต่อผ่านกรุงอาบูดาบีไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ทั่วโลกภายใต้เครือข่ายเส้นทางบินของสายการบิน ขณะเดียวกัน ผู้โดยสารยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากโปรแกรม Abu Dhabi Stopover ของสายการบินเอทิฮัด ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เดินทางแวะพักในกรุงอาบูดาบี พร้อมรับสิทธิ์เข้าพักโรงแรมฟรีสูงสุด 2 คืน และสัมผัสเสน่ห์ของเมืองหลวงแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสามารถผสานการท่องเที่ยวในอาบูดาบีเข้ากับแผนการเดินทางภายใต้กำหนดการเดียวกันได้อย่างสะดวกสบาย
56
John Mayer คัมแบ็กในรอบ 5 ปีกับซิงเกิลใหม่ “Tom and Jerry” เพลงเพราะฟังสบายที่แฟน ๆ คุ้นเคย พร้อมเปิดตัวค่าย Sob Rock Records ของตัวเอง John Mayer ศิลปินเจ้าของ 7 รางวัลแกรมมี กลับมาพร้อมซิงเกิลใหม่ “Tom and Jerry” ผลงานเดี่ยวเพลงแรกในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่อัลบั้ม Sob Rock ในปี 2021 โดยเพลงนี้เป็นผลงานแรกที่ปล่อยผ่าน Sob Rock Records ค่ายเพลงของเขาซึ่งเปิดตัวภายใต้ความร่วมมือกับ Mercury Records ผลงานโปรดิวซ์โดย Blake Slatkin และ Mayer มิกซ์โดย Serban Genhea และบันทึกเสียงที่ Chaplin Studios ก่อนเปิดตัวครั้งแรกทาง LIFE with John Mayer ช่อง SiriusXM ของ Mayer John Mayer เล่าถึงที่มาของชื่อเพลงและจุดเริ่มต้นของไอเดียว่า “ผมใช้ชื่อ ‘Tom and Jerry’ ตอนบันทึก voice memo แรกของไอเดียเพลงนี้ไว้ และถ้าคุณแวะมาหาผม ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าคุณจะมา ผมจะหนีไปกับคุณ จากตรงนั้น การผจญภัยในการทำให้ความรู้สึกนั้นกลายเป็นเพลงก็เริ่มต้นขึ้น” John Mayer - Tom and Jerry ฟังเพลง JohnMayerTH.lnk.to/TomandJer… ชม Live Vocal Performance JohnMayerTH.lnk.to/TomandJer… นอกจากจะปล่อยเพลงใหม่ในรอบ 5 ปีที่แฟน ๆ ทั่วโลกต่างรอคอยกันแล้ว John Mayer ยังมาพร้อมข่าวดีกับการเปิดตัว Sob Rock Records ค่ายเพลงของเขาเอง ที่ร่วมมือกับ Mercury Records ที่ช่วยนำศิลปินผู้มีเอกลักษณ์และอิทธิพลต่อวงการเพลง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศิลปินในสังกัด Mercury Records ที่คอยสนับสนุนศิลปินและพัฒนาผลงานเพลงในระยะยาว John Mayer เริ่มเป็นที่รู้จักจากอัลบั้ม Room For Squares ในปี 2001 ซึ่งมียอดขายระดับแพลตินัม 5 เท่า ก่อนมีอัลบั้มขึ้นอันดับ 1 บน Billboard 200 อีก 3 ชุด ได้แก่ Heavier Things (2003), Battle Studies (2009) และ Born and Raised (2012) ตลอดเส้นทางดนตรี เขามียอดขายอัลบั้มทั่วโลกกว่า 20 ล้านชุด มียอดสตรีมหลายพันล้านครั้ง และได้รับรางวัลแกรมมีมากถึง 7 รางวัล รวมถึงรางวัล “Song of the Year” จากเพลง “Daughters” นอกจากผลงานเดี่ยว John Mayer ยังเป็นมือกีตาร์และนักร้องของ Dead & Company ซึ่งออกทัวร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแสดง 48 รอบที่ Sphere ในลาสเวกัส ซึ่งมีผู้เข้าชมเกือบ 500,000 คน ส่วนอัลบั้ม Sob Rock ในปี 2021 ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์และมีเพลง “Last Train Home” กับ “Wild Blue” เป็นหนึ่งในเพลงเด่นของชุดอัลบั้ม ซิงเกิล “Tom and Jerry” นับเป็นการกลับมาพร้อมผลงานเดี่ยวที่แฟน ๆ รอคอย และเป็นอีกก้าวสำคัญของ John Mayer ในฐานะศิลปินและเจ้าของค่าย Sob Rock Records แฟนเพลงทุกคนเตรียมติดตามผลงานใหม่จากศิลปินระดับตำนานคนนี้ได้เร็ว ๆ นี้ เชื่อว่าการกลับมาครั้งนี้ของเขา คุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอน #JohnMayer #TomAndJerry
49
keshi ส่งซิงเกิลใหม่ “MISS ME” กระแทกใจคนเศร้า เผยความรู้สึกว่างเปล่าหลังความสัมพันธ์จบลง พร้อมส่งสัญญาณอัลบั้มใหม่เร็ว ๆ นี้ keshi ศิลปินและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันขวัญใจแฟนเพลงชาวงไทย กลับมาพร้อม “MISS ME” ซิงเกิลใหม่เพลงแรกนับตั้งแต่ปี 2025 ที่เล่าถึงความรู้สึกหลังความสัมพันธ์จบลง ระหว่างความคิดถึงกับการปล่อยมือ ความเจ็บปวดกับความเป็นไปได้ และความไม่แน่ใจต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นเพลงช้า ๆ ซึ้ง ๆ ที่กระแทกทุกคนที่ฟังเข้าอย่างจัง จับใจทุกคนที่ฟังได้ตั้งแต่ครั้งแรก ตามแบบฉบับของ keshi จริง ๆ พิเศษสำหรับแฟนเพลงชาวไทย สามารถจับจองเป็นเจ้าของแผ่นไวนิล “MISS ME” ขนาด 7 นิ้วของ keshi ได้แล้ววันนี้ ที่เว็บไซต์ umusic.co.th สินค้ามีจำนวนจำกัด keshi - MISS ME ฟังเพลง keshith.lnk.to/missmePR ชมวิดีโอ visualizer keshith.lnk.to/missmePR/yout… “MISS ME” พูดถึงความรู้สึกสับสนเมื่อไม่รู้ว่าตัวเองควรอยู่ตรงไหน รวมถึงความกลัวต่อสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าและความลังเลที่ยังคงค้างคา ในท่อนหนึ่ง keshi ร้องว่า “It’s not home, now it’s just a place I never go” บรรยายระยะห่างจากการต้องแยกจากกัน และความรู้สึกที่ไม่เชื่อมโยงกับสถานที่เดิมอีกแล้ว keshi อธิบายถึงเพลงนี้ว่า “เพลงนี้พูดถึงการอยากรู้ว่า หลังจากความสัมพันธ์จบลง เรายังมีความหมายกับใครสักคนอยู่ไหม เป็นเรื่องของการยึดเหนี่ยวเศษเสี้ยวใดก็ตามที่ยังเชื่อมโยงเรากับเขาไว้ แม้สิ่งนั้นจะเป็นความเจ็บปวดจากการที่เขาไม่อยู่ก็ตาม” ขณะที่ท่อน “I want you to hurt when you’re not with me” สะท้อนความเปราะบางและความปรารถนาซับซ้อนที่จะรู้คำตอบ แม้จะยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร แก่นของเพลงจึงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบง่าย ๆ keshi แต่งเพลงนี้ร่วมกับ boylife (Brockhampton), Nick Velez และ Justin Tranter (Justin Bieber, Chappell Roan, Selena Gomez) โดยมี keshi, boylife และ Nick Velez ร่วมโปรดิวซ์ keshi เป็นที่รู้จักจากบีต lo-fi hip-hop ซาวด์ alternative R&B และเสียงร้อง falsetto นุ่มละมุน ผลงานของเขามียอดสตรีมทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านครั้งตั้งแต่ปี 2021 และปัจจุบันมียอดสตรีมสะสมเกิน 7 พันล้านครั้ง จากจุดเริ่มต้นในฐานะโปรดิวเซอร์ที่ทำเพลงในห้องนอน สู่ศิลปินป๊อปที่ออกทัวร์ทั่วโลก ในปี 2025 ทัวร์ Requiem World Tour ของเขาจัดการแสดงเฮดไลน์ ที่บัตรขายหมดในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น  Madison Square Garden ในนิวยอร์ก, The O2 ในลอนดอน และ Kia Forum ในลอสแอนเจลิส รวมถึงล่าสุดที่ keshi ได้รับการประกาศเป็นหนึ่งในเฮดไลน์ของเทศกาล Clockenflap ที่ฮ่องกง วันที่ 4 ธันวาคมนี้อีกด้วย นอกเหนือจากดนตรี keshi ยังเป็นที่จับตาในแวดวงแฟชั่น เขาเคยร่วมงานกับแบรนด์หรู Yves Saint Laurent และ Fendi รวมถึง GUESS แบรนด์ไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ยังขึ้นปก M Le Magazine du Monde และ Euphoria และเพิ่งถ่ายโฟโต้ชู้ทในนิตยสารแฟชั่นจากลอนดอน Wonderland โดยช่างภาพชื่อดัง Mario Sorrenti ซึ่งนิตยสารกล่าวถึงผลงานเพลงของเขาว่า “เพลงของ keshi มักให้ความรู้สึกราวกับรอยช้ำที่มีแสงแดดส่องผ่าน ขณะกำลังค่อย ๆ หายดี” อีกทั้งยังได้รับการประกาศให้เป็นแขกรับเชิญพิเศษในงาน VALORANT Champions 2026 ของ Riot Games ที่เซี่ยงไฮ้ “MISS ME” เป็นเพียงผลงานแรกของ keshi ที่แฟน ๆ รอติดตามอัลบั้มชุดที่สามของเขากันอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งเขาเตรียมขยายจักรวาลทางดนตรีที่เขาสร้างขึ้น เผยให้เห็นศิลปินที่พร้อมเผชิญทั้งความสับสน ความไม่แน่นอน และความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ผ่านเสียงร้องและดนตรีอันสวยงาม เปราะบาง เข้าถึงทุกหัวใจของทุกคนที่เราจะได้ฟังกันเร็ว ๆ นี้ #keshi #MISSME #UniversalMusicTH
80
จะเป็นอย่างไรเมื่อ AI มีร่างอวตารเป็นมนุษย์ ทำความรู้จักกับ AI ผู้คอยช่วยเหลือวิชั่น กับการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ใน “Marvel Television’s VisionQuest วิกฤติวิชั่น” สตรีมได้แล้ววันนี้บน Disney+ กรุงเทพ, ประเทศไทย, 26 ตุลาคม 2569 – ปัจจุบันเทคโนโลยี AI เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเฉพาะพัฒนาการของความเฉลียวฉลาดในการประมวลผลอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวทั้งในชีวิตประจำวันและโลกแห่งการทำงาน แต่จะเป็นอย่างไรเมื่อ AI มีร่างเป็นตัวเป็นตนแบบมนุษย์ ความสงสัยดังกล่าวถูกทำให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้นใน “VisionQuest วิกฤตวิชั่น” ซีรีส์ดราม่า-ผจญภัยเรื่องล่าสุดจาก Marvel Television ด้วยการทำให้เหล่าผู้ช่วยทั้ง 5 มีอวตารแบบมนุษย์และอาศัยอยู่ภายในโลกจำลองของวิชั่นในฐานะครอบครัวของเขา J.A.R.V.I.S. คือ AI ที่หลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี สำหรับบทบาทในเรื่อง VisionQuest วิกฤติวิชั่น เขามีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของระบบของวิชั่น ช่วยเหลือการถอดรหัสต่าง ๆ รวมไปถึงการดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านจำลองของวิชั่น ภายในเรื่อง J.A.R.V.I.S.เปรียบเสมือนพี่ชายและหัวหน้าครอบครัวที่คอยเตือนสติให้วิชั่นตัดสินใจอย่างรอบคอบ และดูแลระบบ AI อื่น ๆ ให้สามารถทำงานต่อไปได้ F.R.I.D.A.Y. เป็นอีกหนึ่ง AI ที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่อง VisionQuest วิกฤตวิชั่นโดยเธอช่วยวิชั่นวิเคราะห์และพัฒนาทักษะการเข้าสังคมมนุษย์ของวิชั่น รวมถึงเป็นผู้วางกลยุทธ์ในการลงมือระหว่างการผจญภัย นอกจากนี้เธอยังมีบทบาทในการสะท้อนความรู้สึกของ ‘ความสูญเสีย’ ของการจากไปของคนใกล้ชิดของเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเรื่องราวการผจญภัยของวิชั่นอีกด้วย E.D.I.T.H. เป็น AI ที่แฟน ๆ รู้จักเป็นครั้งแรกจากเรื่อง Spiderman: Far From Home เธอถูกเซ็ตระบบเพื่อช่วยวิชั่นวิเคราะห์และประมวลผลสิ่งที่เกี่ยวกับความสนุก ทำให้เธอมีนิสัยเหมือนวัยรุ่นที่โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ และความสนุกสุดเหวี่ยงในชีวิต แต่เธอยังคงมีความเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในระบบ ทำให้ E.D.I.T.H. เป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการผลักดันให้วิชั่นออกมาเผชิญหน้ากับการผจญภัย อีกหนึ่งคู่หู AI ที่ขาดไปไม่ได้คือ D.U.M.-E. และ U. สองตัวละครนี้มีที่มาจากระบบจากหุ่นยนต์แขนกลของสตาร์ก แม้ว่าทั้งคู่จะมีความเซ่อซ่าและไม่มีบทพูดเหมือนตัวอื่น ๆ แต่ทั้งคู่มีความสำคัญในการดูแลระบบทั่วไปของวิชั่น ซึ่งเป็นกลไกเล็ก ๆ ช่วยให้ VisionQuestวิกฤตวิชั่น ดำเนินเรื่องได้อย่างมีมิติที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ร่วมติดตามการผจญภัยครั้งสำคัญของวิชั่น พร้อมบทบาทของเหล่า AI ที่พร้อมช่วยเหลือวิชั่นในฐานะครอบครัว อันเป็นบทสรุปที่ร้อยเรียงเรื่องราว ตั้งแต่ WandaVision ไปจนถึง Agatha All Along ใน VisionQuest วิกฤตวิชั่น มีทั้งหมด 8 ตอน อัปเดตตอนใหม่ทุกวันพุธ สตรีมได้แล้ววันนี้ พร้อมพากย์ไทย บน Disney+ ที่นี่ที่เดียว SOCIAL MEDIA X: @disneyplusth Instagram: @disneyplusth Facebook: @DisneyPlusThailand TikTok: @disneyplusth #DisneyPlusTH #VisionQuest #วิกฤตวิชั่น
70
“พลพล-พั้นช์” ควงคู่เสิร์ฟความสุขสุดฟินใน “7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล” “เบน-จีน” เติมสีสัน พร้อมโชว์ซิงเกิลเดี่ยวพิเศษเพื่องานนี้ แฟนเพลงใจฟู “พลพล-พั้นช์” จัดเต็มเพลงฮิตที่คิดถึง ร้องตามกันสนั่นงาน เสริมทัพความสนุกด้วย “เบน-จีน” แบตเทิลเพลงคู่ พร้อมโชว์ซิงเกิลพิเศษเพิ่มโมเมนต์ดี ๆ ใน “7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล @ PARADISE PARK” สร้างความสุขและความประทับใจให้แฟนเพลงอย่างเต็มอิ่ม สำหรับ “7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล @ PARADISE PARK” ที่ ช่อง 7HD ร่วมกับ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) จัดขึ้น ณ รอยัล พาร์ค พลาซา ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค   เพื่อมอบความสนุกให้กับแฟน ๆ แบบใกล้ชิด งานนี้ได้สองศิลปินคุณภาพ “พลพล พลกองเส็ง” และ “พั้นช์ วรกาญจน์  โรจนวัชร”  มาร่วมถ่ายทอดบทเพลงฮิตที่หลายคนคิดถึง พร้อมเติมสีสีนด้วยการประชันเสียงร้องกับสองนักแสดงจากช่อง 7HD “เบน สันติราษฎร์  กุลนพเกียรติ” และ “จีน เฌอตินท์นารา พงศ์พีรเดช”  ที่เตรียมเพลงเดี่ยวสุดพิเศษมามอบให้แฟน ๆ โดยเฉพาะ เปิดเวทีด้วยความสดใสจากสองพิธีกร เจด้า ศรัณย่า และแอมป์ พีรวัศ ที่มาพร้อมรอยยิ้มและความสนุกสนาน ก่อนส่งต่อความสุขให้ศิลปินหนุ่มเสียงนุ่ม พลพล ซึ่งครั้งนี้จัดเต็มลิสต์เพลงฮิตชุดใหญ่ที่แฟน ๆ ร้องตามกันได้ทุกเพลง เปิดเวทีด้วยเมดเลย์เพลง  ใจคอ, คนเดินถนน, ขอให้โชคดี, ยังยิ้มได้,  คนไม่สำคัญ และ ใครคนนั้น  เรียกเสียงกรี๊ดและสร้างบรรยากาศความสุขตั้งแต่เริ่มต้น จากนั้นถึงคิวของสาวเสียงหวาน  พั้นช์ วรกาญจน์  ที่ขนเพลงฮิตมาให้แฟน ๆ ได้ร้องตามอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นเพลง  เพื่อนกันวันสุดท้าย, วางมือบนบ่า น้ำตาก็ไหล, ยิ่งกว่าเสียใจ และ เราคงต้องเป็นแฟนกัน  โดยเพลงนี้เพิ่มดีกรีความฟินเป็นพิเศษ เมื่อหนุ่ม เบน สันติราษฎร์ ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลงคู่กับสาวพั้นช์  สร้างโมเมนต์ชวนยิ้มและเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟน ๆ ได้อย่างล้นหลาม นอกจากนี้ยังมีโชว์พิเศษจากสองนักแสดงคนเก่ งที่เตรียมบทเพลงมามอบให้แฟน ๆ โดยเฉพาะ เริ่มจาก เบน สันติราษฎร์ กับเพลง “ไม่มากมาย แต่ตลอดไป” และ จีน เฌอตินท์นารา กับเพลง  “คำตอบที่ไม่เคยถาม”   ซึ่งเป็นผลงานที่ผลิตโดย เซเว่น สตาร์ สตูดิโอ เติมเต็มความพิเศษให้กับคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้อย่างลงตัว ความประทับใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อสาว “จีน” จับไมค์ร่วมร้องเพลง ชั่วฟ้าดินสลาย กับ “พลพล” ถ่ายทอดอารมณ์ซึ้งกินใจ ก่อนเพิ่มความฟินด้วยเพลงคู่ของ พลพล-พั้นช์   กับเพลง  ตาแดงแดง  ที่แฟน ๆ รอคอย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ ด้านสาว “พั้นช์” กลับมาสร้างความสนุกต่อเนื่องด้วยเพลงจังหวะคึกคัก ทั้ง หม้อหุงข้าว, โอ๊ะ...โอ๊ย, ผู้ชายในฝัน และ เก็บซ่อน  ก่อนส่งเวทีให้ “พลพล” กลับมาสร้า งความสนุกอีกครั้งในเพลง   สามสิบยังแจ๋ว ตามด้วยเมดเลย์เพลงดัง  แฟนจนจน. ขอใจเธอคืน, เหลวไหล, คู่กัด และ สบาย สบาย ก่อนต่อด้วยเพลงของตัวเองอย่างเพลง แค่มี,  หล่อเลย และ กอดหน่อยได้ไหม ปิดท้ายความสุขด้วยเมดเลย์เพลงฮิต  ขีดเส้นใต้, ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ,  รักเธอเสมอ, คนสุดท้าย, ยินยอม และ เธอปันใจ ให้แฟน ๆ ได้ร้องตามกันต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคอนเสิร์ตที่มอบความสุข ความสนุกให้ทุกคนได้อย่างครบทุกอารมณ์ มาติดตามรับชมคลิปย้อนหลังความสนุกนี้ได้ทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน CH7ON เตรียมพบกับความสนุกและความประทับใจครั้งต่อไปกับ “7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล” ที่พร้อมเสิร์ฟความสุขให้แฟน ๆ ครั้งหน้า จะเป็นคิวของศิลปินคนใด ต้องติดตาม เกาะติดทุกข่าวสารและความเคลื่อนไหวจากช่อง 7HD ได้ครบทุกช่องทาง ทั้งช่องดิจิทัล “ช่อง 7HD” กดหมายเลข 35 และ Social Media ของสถานีฯ Ch7HD บน Facebook, Instagram, TikTok, X, YouTube และ Threads พร้อมรับชมรายการและคอนเทนต์ต่าง ๆ ทางเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน CH7ON
80
7 ศิลปินแห่งเอเชีย ร่วมมือกับ Toyota Motor Asia  เปิดตัวโครงการ Move Your World Beat รวมพลังแปลง“เสียงรถยนต์” สู่บทเพลงระดับภูมิภาค “New Day Rising” Toyota Motor Asia รวบรวม 7 ศิลปินดาวรุ่งจากทั่วเอเชีย มาร่วมเปลี่ยนเสียงของยานยนต์ มรดกทางวัฒนธรรม และนวัตกรรม ให้กลายเป็นบทเพลง “New Day Rising” เปิดตัวอย่างเป็นทางการแบบเอ็กซ์คลูซีฟทาง YouTube ในวันที่ 23 ตุลาคม 2569 Toyota Motor Asia เปิดตัว Move Your World Beat โครงการดนตรีระดับภูมิภาคที่ดึงตัว 7 ศิลปินดาวรุ่งจาก 6 ประเทศ มาร่วมสร้างสรรค์บทเพลงใหม่ล่าสุดที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ โดยหัวใจสำคัญของการร่วมมือกันในครั้งนี้คือ “New Day Rising” บทเพลงที่ผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านจากทั่วเอเชียเข้ากับเสียงรบกวนและเสียงการทำงานในชีวิตประจำวันของรถยนต์โตโยต้า เพื่อตีความมรดกทางดนตรีอันหลากหลายของภูมิภาคขึ้นมาใหม่ ผ่านท่วงทำนองที่ร่วมสมัยและล้ำยุคยิ่งขึ้น บทเพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้มเปิดตัวกลุ่มศิลปินในชื่อ Move Your World Beat Volume 1 มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการฉายครั้งแรกบน YouTube ในวันที่ 23 ตุลาคม 2569 (19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) พร้อมด้วยภาพยนตร์เบื้องหลังการทำงาน (Behind-the-scenes) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ การทดลองทางดนตรี และการค้นพบร่วมกัน จนหล่อหลอมมุมมองทางศิลปะที่แตกต่างกันทั้ง 7 สไตล์ให้กลายเป็นผลงานอันเป็นหนึ่งเดียว 7 ศิลปิน, 6 ประเทศ, 1 สุ่มเสียงร่วมกัน Move Your World Beat เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแพลตฟอร์ม "Move Your World" ของ Toyota Motor Asia ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า "การเคลื่อนที่" (Movement) เป็นมากกว่าแค่การเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่คือการสนับสนุนให้ผู้คนจากหลากหลายภูมิหลังได้มารวมตัวกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง พัฒนาสิ่งใหม่ๆ และบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะทำได้เพียงลำพัง กลุ่มศิลปินรุ่นแรกนี้ได้ทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เป็นไปได้เมื่อเสียง ดนตรี วัฒนธรรม และมุมมองความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างได้ก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ศิลปินแต่ละคนต่างนำเสนอมุมมองทางวัฒนธรรมและศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับทลายกรอบเดิมๆ ในการสร้างสรรค์ ทำนอง และถ่ายทอดดนตรี · Natasha Noorani ผสานดนตรีดั้งเดิมของเอเชียใต้เข้ากับอิเล็กทรอนิกส์ป๊อป · Belle Sisoski นำเครื่องดนตรีพื้นบ้านของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาปรับใช้ในการผลิตดนตรีร่วมสมัย · Shye จากสิงคโปร์ แต่งเพลง โปรดิวซ์ และดูแลระบบเสียงทั้งหมดด้วยตัวเอง เพื่อสร้างสรรค์เอกลักษณ์ทางดนตรีในแบบฉบับของเธอ · Valentina Ploy (วาเลนติน่า พลอย) ดึงมรดกทางวัฒนธรรมไทย-อิตาลีมาถ่ายทอดความเป็นตัวเองผ่านบทเพลงอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรมชาติ · 2pillz ทดลองผสมผสานแนวเพลงอันหลากหลายอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อท้าทายกรอบการทำเพลงแบบเดิมๆ · คู่แฝด Miguel และ Paolo Benjamin ได้พัฒนาวงคู่อะคูสติกจนเติบโตกลายเป็น Ben&Ben วงดนตรีสมาชิก 9 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่เป็นที่รักมากที่สุดในฟิลิปปินส์ ศิลปินกลุ่มนี้เป็นตัวแทนจากปากีสถาน เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ครอบคลุมสไตล์ดนตรีตั้งแต่โฟล์กป๊อป (Folk-pop), อาร์แอนด์บี (R&B) ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์, ดรีมป๊อป (Dream-pop) และงานโปรดักชันเชิงทดลอง แม้จะมีความแตกต่างกัน แต่พวกเขามีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสรรค์ผลงานข้ามวัฒนธรรม ขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของดนตรีเอเชีย และร่วมกันกำหนดทิศทางดนตรีแห่งอนาคต เมื่อมรดกทางวัฒนธรรมโคจรมาพบกับนวัตกรรมร่วมสมัย หัวใจสำคัญของ Move Your World Beat คือกระบวนการทำงานร่วมกันที่นำเสียงอันคุ้นเคยจากการเดินทางในชีวิตประจำวัน มาจินตนาการใหม่ให้เป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์ดนตรี เหล่าศิลปินได้บันทึกเสียงจริง (Sampled) จากรถยนต์โตโยต้า ไม่ว่าจะเป็นเสียงคลิกของไฟเลี้ยว เสียงการเข้าเกียร์ เสียงมอเตอร์กระจกไฟฟ้า และเสียงปิดประตูรถยนต์ เพื่อเปลี่ยนเสียงยานยนต์ที่คุ้นเคยเหล่านี้ให้กลายเป็นจังหวะและทำนองดนตรี เสียงเหล่านี้ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในแทร็กเพลงของศิลปินแต่ละคน เคียงคู่ไปกับเครื่องดนตรีดั้งเดิมประจำชาติ เช่น Alghoza (ขลุ่ยคู่ของปากีสถาน) และ Đàn tơ rưng (ระนาดไผ่ของเวียดนาม) ไอเดียเดี่ยวของแต่ละคนถูกนำมารวมกันเป็นบทเพลง “New Day Rising” บทเพลงอันเป็นตัวแทนของการรวมพลังที่ผสมผสาน 6 สไตล์ดนตรี อิทธิพลทางวัฒนธรรม และมุมมองสร้างสรรค์เข้าเป็นหนึ่งเดียว ตัวเพลงมีการสลับสับเปลี่ยนระหว่างเสียงร้องนำอันทรงพลังและท่อนร้องที่ละมุนอ่อนโยน ซ้อนทับด้วยการประสานเสียงอันรุ่มรวย การเรียบเรียงดนตรีสไตล์ภาพยนตร์ ผสมผสานกลิ่นอายแบบ Shoegaze และการโปรดิวซ์เชิงทดลอง ผลลัพธ์ที่ได้คือบทเพลงที่นำมรดกทางวัฒนธรรมมาเปิดการสนทนากับการผลิตดนตรีร่วมสมัย ซึ่งช่วยเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้แก่ดนตรีเอเชีย สร้างการเติบโตและพัฒนาการให้กับดนตรีเอเชีย สำหรับโตโยต้า การขับเคลื่อนผู้คนไปข้างหน้ามีความหมายมากกว่าแค่การพาเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเสมอมา และความเชื่อนั้นยังครอบคลุมไปถึงมรดกทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ศิลปินเอเชียรุ่นใหม่กำลังผลักดันวงการดนตรีไปในทิศทางใหม่ๆ และนี่คือโอกาสในการสร้างพื้นที่เพิ่มเติมให้พวกเขาได้พบปะ ร่วมมือ และเติบโตไปด้วยกันทั่วทั้งภูมิภาค ผ่านโครงการ Move Your World Beat โตโยต้าได้นำความเชื่อในเรื่อง "ความก้าวหน้าร่วมกัน" มาสู่โลกแห่งดนตรี โดยสร้างแพลตฟอร์มให้ศิลปินดาวรุ่งได้เชื่อมต่อข้ามวัฒนธรรม นำเสนอผลงานบนเวทีระดับภูมิภาค และเติบโตไปพร้อมกับชุมชนที่สนับสนุนพวกเขา "ความทะเยอทะยานของเราคือการมีส่วนร่วมในการเติบโตของศิลปินเอเชีย พร้อมทั้งช่วยยกระดับชุมชนที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา ด้วยการนำศิลปินจากวัฒนธรรมที่แตกต่างมารวมตัวกัน เราหวังว่าจะช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของดนตรีเอเชีย ขณะเดียวกันก็สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วทั้งเอเชียได้เชื่อมต่อและค้นพบสิ่งที่เราสามารถบรรลุร่วมกันได้มากยิ่งขึ้น" — Jaja Ishibashi, General Manager, Toyota Motor Asia เนื้อเพลงท่อนหนึ่งจากเพลง “New Day Rising” ได้สะท้อนถึงจิตวิญญาณของการร่วมมือกันในครั้งนี้ไว้ว่า: “We come together to create change” (เรารวมตัวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง) ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเชื่ออันเป็นหัวใจสำคัญของ Move Your World Beat ได้อย่างเรียบง่าย นั่นคือ เมื่อเสียง วัฒนธรรม และมุมมองที่แตกต่างมารวมกัน เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ ทำความรู้จักกับศิลปินในกลุ่ม Move Your World Beat Collective: Natasha Noorani เป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยผู้กำหนดทิศทางดนตรีของปากีสถาน โดยเธอผสานดนตรีดั้งเดิมของเอเชียใต้เข้ากับอิเล็กทรอนิกส์ป๊อป อาร์แอนด์บี และแดนซ์ เธอจบการศึกษาด้านคีตมานุษยวิทยา (Ethnomusicology) ระดับปริญญาโท (MMus) จาก SOAS อัลบั้มเดบิวต์ RONAQ (2023) ที่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ และร่วมโปรดิวซ์โดย Talal Qureshi และ Abdullah Siddiqui ได้แนะนำแนวเพลงเอกลักษณ์แบบ "Lolly-Pop" ของเธอผ่านเพลงอย่าง "Choro," "Baby Baby" และเพลงที่ร่วมทำกับ Hasan Raheem อย่าง "Faltu Pyar" ต่อมาในปี 2024 EP Club Sandwich ของเธอได้ขยายแนวเพลงไปสู่ UK Garage, Amapiano และ House นอกจากนี้เธอยังมีผลงานเพลง "SAYA" ประกอบซีรีส์ Bait ของ Riz Ahmed อีกด้วย ในฐานะแอมบาสเดอร์ Spotify EQUAL Pakistan เธอเคยเล่นเป็นศิลปินหลักใน Boiler Room เอดิชันแรกของปากีสถาน และออกทัวร์ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และเนปาล อีกทั้งยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการเทศกาลดนตรี Lahore Music Meet 2pillz เป็นโปรดิวเซอร์และดีเจชาวเวียดนาม ผลงานของเขาก้าวข้ามขอบเขตของแนวเพลงอย่างอิสระ โดยขับเคลื่อนด้วยรสนิยมและความรู้สึกมากกว่าการจัดประเภท อัลบั้มเดบิวต์ของเขา PILLZCASSO มียอดสตรีมทะลุ 3 ล้านครั้งบนแพลตฟอร์มดิจิทัลหลัก ขณะที่ผลงานการโปรดิวซ์ของเขา ได้แก่ เพลง “Nếu Lúc Đó” ของ tlinh, “Chơi Như Tui Mỹ” และ “Em Iu” ของ Andree Right Hand, “MỘNG YU” ของ AMEE และ MCK รวมถึง “Đi Tìm Tình Yêu” ของ MONO นอกจากนี้เขายังโปรดิวซ์อัลบั้มให้กับ tlinh และ Juky San และเป็นโปรดิวเซอร์หลักประจำรายการ Rap Việt รวมถึงโชว์ดีเจในเทศกาลดนตรีใหญ่อย่าง 8WONDER, GENFEST และ FORESTIVAL Belle Sisoski เป็นดีเจการแสดงสด โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักร้อง และนักดนตรีพหุทักษะ (Multi-instrumentalist) ชาวมาเลเซีย เธอมีชื่อเสียงจากการแสดงโชว์คนเดียว (One-woman show) ที่นำเทกเจอร์ของเครื่องดนตรีชาติพันธุ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาถักทอเข้ากับดนตรีสไตล์ภาพยนตร์และอิเล็กทรอนิกส์ ศิลปะของเธอสร้างขึ้นจากการอนุรักษ์เครื่องดนตรีดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการสำรวจขอบเขตใหม่ๆ ในงานโปรดักชันร่วมสมัย ด้วยผู้ติดตามแบบ Organic มากกว่า 3 ล้านคนบนช่องทางส่วนตัว ผลงานดนตรีของเธอจึงเข้าถึงผู้ชมในระดับสากล เธอเป็นผู้แต่งเพลง "We Are Malaysia" ซึ่งเป็นเพลงประจำวันชาติมาเลเซียปี 2019 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งในฐานะชาวมาเลเซียคนแรกที่เข้าสู่รอบไฟนอลในการประกวด Commonwealth Song Contest และได้รับการยกย่องให้เป็น Tatler Gen.T Leader of Tomorrow, ศิลปินแห่งปีจาก BURO Impact Awards และหนึ่งใน Best Independent Artists of 2025 จาก Rolling Stone UK นอกจากนี้เธอยังติดอันดับ Top30 Women Of Excellence 2025 ของมาเลเซีย เคยแสดงในงาน F1 Grand Prix Singapore, Ultra Taiwan, Sundown Festival, Rainforest World Music Festival, เล่นเปิดให้ Borderland Music Festival และจัดคอนเสิร์ต EDM วงออร์เคสตราชาติพันธุ์สไตล์ภาพยนตร์ของตัวเองในชื่อ ETHNOSPHERE ร่วมกับวง Malaysian Philharmonic Orchestra Miguel Benjamin Guico เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง มือกีตาร์ และศิลปินบันทึกเสียงชาวฟิลิปปินส์ เขาเริ่มต้นอาชีพในปี 2016 ร่วมกับ Paolo Benjamin คู่แฝดของเขา ในฐานะวงคู่อะคูสติกชื่อ The Benjamins ก่อนจะขยายเป็นวง Ben&Ben สมาชิก 9 คนในปี 2017 ตั้งแต่นั้นมาเขาเป็นหนึ่งในนักร้องนำ มือกีตาร์อะคูสติก และนักแต่งเพลงหลักของวง โดยมีส่วนร่วมในการบันทึกเสียง การแสดงสด และการแต่งเพลง วง Ben&Ben ประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะวงโฟล์กป๊อปร่วมสมัยของฟิลิปปินส์ มีผลงานอัลบั้มสตูดิโออย่าง Limasawa Street, Pebble House, Vol. 1: Kuwaderno และ The Traveller Across Dimensions ออกทัวร์อย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ และได้รับรางวัลในอุตสาหกรรมดนตรีมากมาย Paolo Benjamin Guico เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง มือกีตาร์ และศิลปินบันทึกเสียงชาวฟิลิปปินส์ เขาเริ่มต้นอาชีพในปี 2016 ร่วมกับ Miguel Benjamin คู่แฝดของเขา ในฐานะวงคู่อะคูสติกชื่อ The Benjamins ซึ่งเติบโตกลายเป็นวง Ben&Ben สมาชิก 9 คนในปี 2017 ตั้งแต่นั้นมาเขาทำหน้าที่เป็นหนึ่งในนักร้องนำ มือกีตาร์อะคูสติก และนักแต่งเพลงหลัก ช่วยหล่อหลอมผลงานบันทึกเสียง การแสดงสด และเนื้อหาเพลง วง Ben&Ben ได้ปล่อยอัลบั้มสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จทางการค้ามากมาย แสดงคอนเสิร์ตทั่วฟิลิปปินส์และต่างประเทศ และกลายเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่มียอดสตรีมสูงสุดของประเทศ Shye เป็นศิลปินอิสระชาวสิงคโปร์ที่สร้างสรรค์ดนตรีแนว ดรีมป๊อป ผสมผสาน ซอฟต์อัลเทอร์เนทีฟร็อก ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Shoegaze เธอเรียนรู้การเขียนเพลง โปรดิวซ์ และดูแลระบบเสียงด้วยตัวเองทั้งหมด โดยทำหน้าที่แต่งเพลง โปรดิวซ์ บันทึกเสียง มิกซ์ และมาสเตอริ่งด้วยตนเอง เพื่อสร้างจักรวาลดนตรีสไตล์ DIY ที่มีความเป็นส่วนตัว และควบคุมทิศทางสร้างสรรค์ของเพลงและภาพได้อย่างสมบูรณ์ จากโครงการความชอบในห้องนอนได้เติบโตเป็นอาชีพที่มั่นคง นำพาเธอจากเพลงเดโมสู่เวทีทั่วเอเชียและสหรัฐอเมริกา เธอเคยเล่นเปิดให้กับ Clairo, Men I Trust, Daniel Caesar และ Wisp และได้รับเชิญเป็นแขกรับเชิญพิเศษร่วมกับ The Jesus and Mary Chain ที่ Esplanade Concert Hall รวมถึงร่วมทัวร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับ Softcult ในปี 2026 อัลบั้มความยาว 14 แทร็ก The Doves Came Home ของเธอออกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม 2026 และได้รับการเปิดบนสถานีวิทยุวิทยาลัยและสถานีอิสระกว่า 20 แห่งในอเมริกาเหนือ เธอได้รับเลือกให้อยู่ใน Forbes Asia 30 Under 30, Dazed 100 และได้รับรางวัล BandLab NME Best New Act from Asia วาเลนติน่า พลอย เป็นนักร้องนักแต่งเพลงลูกครึ่งไทย-อิตาลี ที่เติบโตทางตอนใต้ของอิตาลี ก่อนจะย้ายมาตั้งรกรากในกรุงเทพฯ มรดกสองวัฒนธรรมนี้สะท้อนอยู่ในทุกบทเพลงที่เธอแต่ง เพลงของเธอเป็นพื้นที่ในการจัดการกับความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว ออกมาเป็นเพลงป๊อปที่เข้าถึงง่าย มีทำนองไพเราะ ผสานกลิ่นอายอิเล็กทรอนิกาและโฟล์ก โดยมักจับคู่เนื้อเพลงที่ตรงไปตรงมาเข้ากับการเรียบเรียงดนตรีที่สดใส หลังจากเริ่มเป็นที่รู้จักจากรายการ X Factor Italia และ The Voice Thailand เธอได้สร้างฐานผู้ติดตามทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยผลงานเพลงอย่าง "See You in Life," "Love You Better" และ Satellite EP ในปี 2024 เธอได้เล่นเปิดให้กับทัวร์คอนเสิร์ต Music of the Spheres World Tour ของ Coldplay ในกรุงเทพฯ และแสดงในงาน NEON OASIS FEST ที่ไทเป ตามด้วย Pestapora Festival ที่จาการ์ตาในปี 2025 อดีตศิลปินสังกัด Warner Music Asia ปัจจุบันเธอเป็นศิลปินอิสระเต็มตัว สามารถพูดสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วถึง 5 ภาษา (ไทย อิตาลี อังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน) โดยมีกำหนดปล่อยซิงเกิลใหม่ในช่วงปลายปี 2026 และปล่อยอัลบั้มเต็มตามมาในปี 2027 Toyota Motor Asia เป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคและบริษัทในเครือของ Toyota Motor Corporation ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์และประเทศไทย Toyota Motor Asia ทำหน้าที่นำและสนับสนุนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในด้านกิจกรรมการขายและการตลาด, อะไหล่บริการ, อุปกรณ์ตกแต่งและบริการลูกค้า, การวางแผนผลิตภัณฑ์, การควบคุมการผลิตและโลจิสติกส์ ตลอดจนบริการหลังการขาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โตโยต้ามุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมแห่งการขับเคลื่อนในอนาคตเพื่อมอบอิสระในการเดินทางให้แก่ทุกคน ในการก้าวไปข้างหน้า โตโยต้าจะนำเสนอบริการการขับเคลื่อนและโซลูชันการขนส่งที่หลากหลายแก่ผู้คนทั่วโลก ในขณะที่เรากำลังเปลี่ยนผ่านโตโยต้าไปสู่ "บริษัทแห่งการขับเคลื่อน" (Mobility Company)
120
เปิดค่ำคืนแห่งมื้ออาหารทะเลนอร์เวย์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมกับการบินไทย รังสรรค์ประสบการณ์แห่งรสชาติจากวัตถุดิบคุณภาพจากนอร์เวย์ให้ใกล้ชิดคนไทยมากยิ่งขึ้น ค่ำคืนแห่งความประทับใจที่เต็มไปด้วยรสชาติของอาหารทะเลจากนอร์เวย์ บทสนทนาอันแสนอบอุ่น และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ณ บ้านพักเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ กรุงเทพฯ โดย Seafood from Norway ได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดเอ็กซ์คลูซีฟต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ร่วมกับการบินไทย ภายใต้แคมเปญ ‘From Sea to Sky: Salmon Passport อิ่ม ฟิน บินลัดฟ้าไปนอร์เวย์’ ท่ามกลางบรรยากาศงานเลี้ยงอาหารค่ำในบ้านพักเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ สื่อมวลชน พาร์ทเนอร์ และผู้บริหารทั้งจากทางสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) และการบินไทย ได้เพลิดเพลินไปกับมื้ออาหารและบทสนทนาอันอบอุ่นและเป็นกันเอง การแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ พร้อมค้นหามิติใหม่ของอาหารทะเลจากนอร์เวย์ที่ผสานเข้ากับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างลงตัว หัวใจสำคัญของค่ำคืนคือเมนูอาหารสุดพิเศษทั้ง 4 คอร์สสุดพิเศษ ที่รังสรรค์โดย เชฟจิ๊บ - ชภรภัช ดาภาชุติสรรค์ จากรายการ MasterChef The Professionals Thailand ชูความโดดเด่นของอาหารทะเลจากนอร์เวย์ ผสมผสานกับวัตถุดิบ สมุนไพร และรสชาติของไทยอย่างลงตัว แต่ละจานถูกดีไซน์ออกมาให้สะท้อนเรื่องราวของแคมเปญ ‘The Story from the Sea’ ที่บอกเล่าการเดินทางของอาหารทะเลจากนอร์เวย์ จากน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาด สู่มื้ออร่อยบนโต๊ะอาหาร เมนูเริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง เดอะ นอร์วีเจียน ทรีโอ นำเสนออาหารทะเลจากนอร์เวย์ผ่าน 3 รสชาติ และ 3 วัตถุดิบที่โดดเด่น จานแรกคือ นอร์วีเจียนซาบะย่าง เสิร์ฟพร้อมยำสมุนไพรไทยรสจัดจ้าน ที่มาพร้อมกับลายเสือของปลาซาบะอันโดดเด่น ผสานรสชาติอันเข้มข้นเข้ากับความสดชื่นของสมุนไพรไทย เติมความหอมของเมนูด้วยผักชีลาว ต่อด้วย ทาร์ทาร์ฟยอร์ดเทราต์รสจัดจ้านสไตล์ฟิวชั่น ที่ให้สัมผัสที่ละมุน มาพร้อมรสชาติที่กลมกล่อม ปิดท้ายคอร์สเรียกน้ำย่อยด้วย นอร์วีเจียนแซลมอนสะเต๊ะ เสิร์ฟพร้อมซอสชิมมิชูรีและโรตี ถ่ายทอดรสชาติของแซลมอนผ่านการตีความรสชาติในแบบไทย ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ เมนคอร์ส ฟยอร์ดเทราต์หมักในมะเขือเทศ ให้ความสดใหม่และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของฟยอร์ดเทราต์ มาพร้อมซอสสะระแหน่รสเผ็ด องุ่น และสมุนไพรไทย วางด้านบนด้วยขนมปังซาวร์โดวกรอบ สร้างความสมดุลในรสชาติ ทั้งความสดชื่น ความเปรี้ยว และเนื้อสัมผัสที่แตกต่างในทุกคำ ต่อด้วย ซอร์เบต์กระเจี๊ยบแดง เมนูคั่นระหว่างคอร์ส มอบรสเปรี้ยวอมหวานจากธรรมชาติ ช่วยปรับรสสัมผัสในปากให้พร้อมลิ้มลองเมนูถัดไป แซลมอนห่อซูกินีซอสเนยรมควัน เสิร์ฟพร้อมข้าวบาร์เลย์ กะหล่ำปลีย่าง ซอสทรัฟเฟิลโรยเมล็ดมัสตาร์ดสีเหลือง และน้ำมันสมุนไพร กลิ่นหอมละมุนของเนยรมควันช่วยขับรสเข้มข้นของเนื้อแซลมอนให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ขณะที่เครื่องเคียงแต่ละชนิดช่วยเติมเต็มมิติของรสชาติและเนื้อสัมผัสได้อย่างลงตัว พร้อมปิดท้ายค่ำคืนด้วยของหวาน ไอศกรีมแม็กนั่มโยเกิร์ตมะพร้าว โดดเด่นด้วยเปลือกนอกที่มีความกรุบกรอบ ตัดกับเนื้อโยเกิร์ตมะพร้าวด้านในที่มีความหอมละมุน เสิร์ฟพร้อมสับปะรดกวนมาลิบู มูสมะพร้าว และเยลลี่สับปะรด ผสานรสชาติหวานฉ่ำแบบทรอปิคัลเป็นบทสรุปอันแสนประทับใจของค่ำคืนแห่งรสชาติอย่างสมบูรณ์แบบ มากกว่าประสบการณ์การรับประทานอาหาร เมนูในค่ำคืนนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายในการนำอาหารทะเลจากนอร์เวย์มารังสรรค์เป็นเมนูต่าง ๆ พร้อมผสานเข้ากับวัตถุดิบและรสชาติแบบไทยได้อย่างลงตัว ทั้งแซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ ต่างมีรสชาติและเนื้อสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะที่การเลือกใช้สมุนไพรไทยและรสชาติที่คุ้นเคย ช่วยให้แต่ละเมนูเข้าถึงง่าย ถูกปาก และสอดคล้องกับความชื่นชอบของผู้บริโภคชาวไทย นางสาวโอซฮิลด์ นัคเค่น ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) กล่าวว่า “อาหารทะเลนอร์เวย์เป็นส่วนหนึ่งของความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนตลอดแนวชายฝั่งของนอร์เวย์ งานเลี้ยงอาหารค่ำในคืนนี้จึงเป็นโอกาสอันดีในการถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจสู่ประเทศไทย พร้อมนำเสนอให้เห็นว่าแซลมอนนอร์เวย์ ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ สามารถนำมารังสรรค์ร่วมกับวัตถุดิบและรสชาติแบบไทยได้อย่างลงตัว ผ่านความร่วมมือกับการบินไทยและแคมเปญ ‘From Sea to Sky: Salmon Passport อิ่ม ฟิน บินลัดฟ้าไปนอร์เวย์’ เราหวังว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยรู้สึกใกล้ชิดกับนอร์เวย์มากยิ่งขึ้น ทั้งผ่านอาหารทะเลคุณภาพจากนอร์เวย์ และโอกาสในการเดินทางไปสัมผัสประเทศนอร์เวย์ด้วยตนเอง” นายอานุภาพ กิตติกุล หัวหน้าฝ่ายขายเส้นทางยุโรป และผู้อำนวยการประจำภูมิภาคยุโรป บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) การบินไทย กล่าวเสริมถึงแนวคิดของการเชื่อมโยงสองประเทศผ่านอาหารและการเดินทางว่า “การบินไทยมีความภาคภูมิใจที่ได้สานต่อความร่วมมือกับ Seafood from Norway สำหรับอาหารทะเลจากนอร์เวย์ โดยเฉพาะแซลมอน ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทยในด้านความสดใหม่และคุณภาพ ซึ่งการบินไทยมีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำส่งอาหารทะเลเหล่านี้สู่ประเทศไทยผ่านบริการขนส่งสินค้าทางอากาศของเรา ขณะเดียวกัน เที่ยวบินตรงทุกวันระหว่างกรุงออสโลและกรุงเทพฯ ยังช่วยเชื่อมโยงผู้คน ภาคธุรกิจ และวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เดินทางไปสัมผัสประเทศนอร์เวย์และลิ้มลองอาหารทะเลคุณภาพเยี่ยมจากแหล่งกำเนิดด้วยตนเอง” ประสบการณ์มื้ออาหารสุดพิเศษในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่าง Seafood from Norway และการบินไทย ในการใช้อาหารเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น จากน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาดของนอร์เวย์สู่โต๊ะอาหารของคนไทย อาหารทะเลจากนอร์เวย์ยังคงเดินทางต่อไป ไม่เพียงแค่ในฐานะวัตถุดิบระดับพรีเมียม แต่ยังเป็นตัวแทนเรื่องราวของคุณภาพ ความผูกพัน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอีกด้วย แคมเปญ ‘From Sea to Sky: Salmon Passport อิ่ม ฟิน บินลัดฟ้าไปนอร์เวย์’ ยังคงเปิดให้ร่วมสนุกได้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เพียงสะสมแสตมป์เมื่อซื้อแซลมอนนอร์เวย์ ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลมากมาย อาทิ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับเส้นทางกรุงเทพฯ-ออสโล จำนวน 2 ที่นั่ง พร้อมที่พักโรงแรม 3 คืน สนับสนุนโดยการบินไทย คลาสเรียนทำอาหารกับเชฟจิ๊บ แซลมอนสด เวาเชอร์ร้านอาหาร และของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก Seafood from Norway ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางของ Seafood from Norway ทั้ง เว็บไซต์, เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม #SeafoodfromNorwayThailand #SalmonPassport #TheStoryFromTheSea
88
“ทาฆิ - เฟรนด์” เลิฟซีนสุดเดือด “Decoding You โคตรรัก” เอาใจแฟนซีรีส์พร้อมเสิร์ฟฉบับเต็ม ฮอบไม่ไหว ฮอบไม่ไหว ฮอบไม่ไหวแล้ว ทำเอาทีมหน้าจอ ซึ่งดูออกอากาศสดทางช่อง 3 ฟินจิกหมอน กับฉากเลิฟซีนของ กิต (ทาฆิ กวิน)  และ นนท์ (เฟรนด์ พีระกฤตย์) ในซีรีส์ “Decoding You โคตรรัก” เลิฟซีนที่เต็มไปด้วยความหมาย เพราะสำหรับนนท์ นี่คือช่วงเวลาที่รอคอยมานานถึง 10 ปี ส่วนพี่กิตก็เริ่มกล้ายอมรับความรู้สึกของตัวเองเสียที ถือเป็นฉากที่เร้าร้อนและร้อนแรงมาก โดย ทาฆิ กวิน เผยว่า “เบื้องหลังฉากนี้ทาฆิกับเฟรนด์ผ่านการเวิร์กช็อปออกแบบท่าทางและการจัดวางร่างกายให้สวยงามราวกับงานศิลปะ เพื่อให้งานออกมาดูสวยงาม ฉากนี้ไม่ยากมาก เพราะตัวละครพากิตไปถึงจุดที่อยากลองเปิดใจให้นนท์” ขณะที่ เฟรนด์ พีระกฤตย์ บอกว่า “สำหรับนนท์ นี่คือการสิ้นสุดการรอคอย 10 ปี และเป็นความรู้สึกของการได้รับความรักจากคนที่รักมาตลอด แต่เบื้องหลังความหวานก็มีเรื่องให้ขำตลอด เพราะเฟรนด์เป็นคนบ้าจี้จนหลุดหัวเราะอยู่ตลอด” เรียกว่าร้อนแรงสนั่นโซเชียล แต่ขอกระซิบเบา ๆ ว่า เลิฟซีนที่เห็นหน้าจอ แม้หลายคนจะบอกว่าดุเดือดแล้ว แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม ส่วนใครอยากจะดูฉบับเต็มในเวอร์ชัน Uncut สามารถดู“Decoding You โคตรรัก” ได้ที่ Application, YouTube : 3Plus พร้อมกันทั่วโลก หรือดูสดได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 3 “ดูทีวีกด 33 ดูออนไลน์ที่ 3Plus”
27
สยามพารากอน ผนึกกำลัง KPOPMERCH เปิดจักรวาลความคิ้วท์รับฮาโลวีน <SPOOKY ENCHIN> ENHYPEN Official Character POP-UP in BANGKOK ชวน ENGENE เช็กอินความน่ารัก พร้อมช้อปไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 พ.ย. 2569 ณ ชั้น 2 สยามพารากอน โดนตกแบบไม่ทันตั้งตัว! สยามพารากอน แลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ผนึกกำลัง KPOPMERCH สร้างปรากฏการณ์เอาใจเหล่า K-POP Lovers เปิดตัว GLOBAL EXCLUSIVE POP-UP <SPOOKY ENCHIN> ENHYPEN Official Character POP-UP in BANGKOK ป๊อปอัปสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่พร้อมพา ENGENE เข้าสู่โลกของ ENCHIN คาแรกเตอร์สุดคิ้วท์จาก ENHYPEN บอยกรุ๊ปชื่อดังที่ ครองใจแฟนเพลงทั่วโลก โดยครั้งนี้มาในธีม SPOOKY เติมดีกรีความน่ารักด้วยกลิ่นอายฮาโลวีน เปลี่ยนทุกมุมให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความฟินที่แฟนๆ ไม่ควรพลาด ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 พฤศจิกายน 2569 ณ <SPOOKY ENCHIN> ENHYPEN Official Character POP-UP in BANGKOK ชั้น 2 สยามพารากอน มาเติมความสุขให้หัวใจพองโตไปกับเหล่า ENCHIN ที่ยกขบวนความน่ารักมาเสิร์ฟถึงประเทศไทย ในบรรยากาศสุดสปู๊กกี้ที่ทั้งคิ้วท์ ทั้งชวนใจละลาย ให้เหล่า ENGENE ได้ใกล้ชิดกับคาแรกเตอร์สุดโปรดในมุมมองใหม่ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ป๊อปอัปที่ผสานเสน่ห์ของโลก K-POP เข้ากับสีสันของเทศกาล ฮาโลวีนได้อย่างลงตัว ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือการเลือกช้อปไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากคอลเลกชัน SPOOKY ENCHIN ที่เหล่าแฟนๆ ต้องรีบมาเช็กอิน เติมคอลเลกชันโปรด พร้อมเก็บภาพโมเมนต์สุดประทับใจก ไม่ว่าจะเป็นสายสะสมที่พร้อมตามเก็บทุกไอเทม หรือสายคอนเทนต์ที่อยากแชร์ความน่ารักลงโซเชียล งานนี้เรียกว่าได้ทั้งของสะสมชิ้นโปรดและภาพเช็กอินที่รับรองว่าเรียกไลก์จากเพื่อนร่วมด้อมได้แน่นอน ENGENE ห้ามพลาด! กดเซฟวันแล้วชวนเพื่อนร่วมด้อมมาเจอกันให้พร้อม เพราะนี่คืออีกหนึ่งโมเมนต์พิเศษที่แฟนๆ ENHYPEN ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ! มาสัมผัสความคิวท์แบบใกล้ชิด ช้อปไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และปล่อยใจไปกับโลกของ SPOOKY ENCHIN ได้แล้ววันนี้กับ <SPOOKY ENCHIN> ENHYPEN Official Character POP-UP in BANGKOK ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 พฤศจิกายน 2569 ณ ชั้น 2 สยามพารากอน ติดตามกิจกรรมสุดคิ้วท์เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Siam Paragon เว็บไซต์ siamparagon.co.th และ KPOPMERCH Email: [email protected] #ENHYPEN #엔하이픈 #엔친 #SiamParagon
41
“เต-นิว-โพก้าซัง” แท็กทีม “มาร์ค-จัมโม่” แจกโมเมนต์ใจฟูแบบอินติดเฟรม พร้อม “ลิปตา” ร่วมเติมสีสัน ชวนแฟน ๆ เปิดมุมมองใหม่ของทีวี ในงาน Samsung The Frame – The Canvas of Joy กรุงเทพฯ – 26 ตุลาคม 2569 – ปิดฉากไปแบบเต็มอิ่มทั้งความฟินและความสนุก แบบอินติดเฟรม สำหรับงานSamsung The Frame – The Canvas of Joy ที่จัดขึ้น ณ Foodwalk Plaza (Outdoor) ชั้น G ศูนย์การค้าเมกาบางนา โดยไฮไลต์วันสุดท้าย (25 ต.ค.) เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟน ๆ อุนย่า อุนยาย เจ่เจ้ ได้อย่างคึกคัก เมื่อ “เต-นิว-โพก้าซัง” ควงกันมาจัดเต็ม ทั้งโชว์บนเวที ช่วงพูดคุย เล่นเกม และกิจกรรม Lucky Fan ที่เปิดโอกาสให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุกและสร้างโมเมนต์ใกล้ชิดกับทั้ง 3 คน อีกหนึ่งโมเมนต์พิเศษของงานเกิดขึ้นในวันที่ 24 ต.ค. ที่ “มาร์ค-จัมโม่” มาร่วมแจกความน่ารักและความสนุกให้แฟน ๆ ผ่านช่วงพูดคุย เล่นเกม และโชว์ร้องเพลง โดยครั้งนี้ถือเป็นงานแรกที่ “จัมโม่” ที่เพิ่งหัดพูด มาร่วมพูดคุยโต้ตอบกับแฟน ๆ เรียกว่ายิ่งเพิ่มสีสันและสร้างรอยยิ้มให้บรรยากาศภายในงานสนุกและเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น แถมในงานวันที่ 23 ต.ค. แฟน ๆ ยังได้เอ็นจอยกับศิลปินดูโอ้สุดฮอต “LIPTA” ที่ขนเพลงฮิตมาเสิร์ฟความสนุกและความสุขอีกด้วย ภายในงานทั้ง “เต-นิว-โพก้าซัง” และ“มาร์ค-จัมโม่” ยังชวนแฟน ๆ ลองมองทีวีในอีกมุม จากจอสำหรับดูหนัง ซีรีส์ หรือความบันเทิง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งบ้านที่สะท้อนความชอบและสไตล์ของแต่ละคน เพราะเมื่อเราเลือกโซฟา โต๊ะ โคมไฟ หรือของแต่งบ้านให้เข้ากับตัวตนได้ ทีวีก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งบ้านในแบบเดียวกันได้เช่นกัน เต-ตะวัน วิหครัตน์ และ นิว ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ กล่าวว่า “ประทับใจในความเป็นเบอร์หนึ่งเรื่องเทคโนโลยีจอภาพของซัมซุงอยู่แล้วครับ แล้วถ้าต้องเลือกทีวีใช้ที่บ้านแน่นอนว่าก็ต้องเป็นซัมซุง โดยเฉพาะ The Frame ที่เป็นได้ทั้ง “ทีวี” และ “ชิ้นงานศิลป์แต่งบ้าน” ให้อารมณ์เหมือนรูปแคนวาสเลย แถมยังมีให้เลือกหลายไซซ์ด้วย และยังสามารถเลือกสีขอบจอให้เข้ากับแต่ละห้องในบ้านได้ อย่างพวกผมชอบโทนสีเบจหรือสีขาว สวยดีครับ แถมยังช่วยจุดประกายจินตนาการให้ลูกที่บ้านได้ด้วย โดยเด็ก ๆ สามารถสแกนภาพวาดฝีมือตัวเองขึ้นมาโชว์บนจอ อย่างซังเนี่ยจะชอบดูสารคดี เสริมความรู้ได้สนุกมาก ๆ เป็นไอเทมที่ผสมผสานไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยีไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวเลยครับ” มาร์ค-จิรันธนิน ตรัยรัตนยนต์ เผยถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัวและความประทับใจต่อ Samsung The Frame ว่า “ปกติผมไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านมากนักครับ แต่ถ้าวันไหนได้พักผ่อน ก็ชอบสั่งอาหารอร่อย ๆ มาทาน แล้วเปิดทีวีดูรายการที่ชอบหรืออัปเดตข่าวสาร พอได้มาสัมผัส The Frame ในวันนี้ก็รู้สึกว่าเป็นทีวีที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากเรื่องเทคโนโลยีและคุณภาพจอภาพแล้ว ยังสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งบ้านได้ด้วย มีกรอบหลากหลายสีให้เลือกเข้ากับมุมต่าง ๆ ของบ้าน แล้ววันนี้จัมโม่บอกว่าอยากได้ทีวีไว้ในห้องนอน ก็จะเลือก Samsung The Frame ให้ครับ” เบื้องหลังคอนเซ็ปต์ The Canvas of Joy คือแนวคิดที่ว่า บ้านเป็นพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนและสไตล์ของแต่ละคน เช่นเดียวกับ The Frame TV ที่เป็นมากกว่าทีวี แต่ช่วยเติมบ้านให้ได้ฟีลแบบมินิมอลแกลเลอรี ด้วยดีไซน์ที่กลมกลืนกับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน สามารถเลือกชมผลงานศิลปะจากศิลปินชื่อดังทั่วโลก ปรับแต่งกรอบให้เข้ากับสไตล์ของตัวเอง และมาพร้อมหน้าจอ Glare-Free ที่ช่วยลดแสงสะท้อนกวนตา สำหรับงาน Samsung The Frame – The Canvas of Joy จัดขึ้นต่อเนื่อง 3 วัน ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เริ่มความสนุกกับศิลปินดูโอ้ “Lipta” [WRBPE3] ต่อด้วย “มาร์ค-จัมโม่” และปิดท้ายกับ “เต-นิว-โพก้าซัง” โดยแฟน ๆ ยังได้เดินเล่น ถ่ายภาพ ร่วมเวิร์กชอปศิลปะ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ท่ามกลางพื้นที่ที่นำ Samsung The Frame TV มาเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ ผสานทั้งศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน #TheCanvasofJoy #TheFrame #LifestyleTV #SamsungTV #SamsungTVxLIPTA #SamsungTVxMarkJM
2
2
160
URBOYTJ ชวน 3rd Tilly Birds ส่งเพลงรัก “ข้างๆกัน (I'M YOURS)” แทนคำขอบคุณไปถึงคนสำคัญที่อยู่เคียงข้างกันเสมอ กลับมาอีกครั้งสำหรับศิลปิน URBOYTJ (ยัวร์บอยทีเจ) ที่ครั้งนี้ชวน 3rd Tilly Birds (เติร์ด ทิลลี่ เบิร์ด) มาร่วมถ่ายทอดซิงเกิลใหม่ “ข้างๆกัน (I'M YOURS)” เพลงรักที่พูดถึงความสำคัญของใครสักคนซึ่งคอยอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวันที่มีความสุขหรือวันที่อ่อนแอจนแทบไม่เหลือแรงเดินต่อ โดยความพิเศษของเพลงนี้อยู่ที่การถ่ายทอดความรักผ่านความรู้สึกขอบคุณ มากกว่าการบอกรักออกไป การได้ 3rd Tilly Birds (เติร์ด ทิลลี่ เบิร์ด) มาร่วมร้องในเพลงนี้ ยังช่วยเติมเต็มอารมณ์ให้เพลงมีความละมุนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเพลงนี้มาในสไตล์ Indie folk ผสม rap ที่มีทั้งเมโลดี้ติดหูและท่อนแรปที่เป็นเอกลักษณ์ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว จนออกมาเป็นเพลงรักสุดอบอุ่น ที่อยากบอกคนสำคัญคนข้าง ๆ ผู้ที่ทำให้วันธรรมดามีความหมายและทำให้เรารู้ว่าแม้ชีวิตจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง แต่อย่างน้อยก็ยังมีใครคนหนึ่งที่พร้อมจะอยู่ข้างกัน “ข้างๆกัน (I'M YOURS)” เล่าเรื่องความสัมพันธ์ที่ทำให้คนคนหนึ่งค้นพบความหมายของการมีใครสักคนอยู่ในชีวิต จากวันที่โลกดูหม่นหมอง เต็มไปด้วยความเหงาและความไม่มั่นใจในตัวเอง การมีใครอีกคนคอยรับฟัง เข้าใจ และไม่หายไปไหน กลับกลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้สามารถก้าวผ่านเรื่องราวยากลำบากไปได้ เพลงนี้จึงไม่ได้พูดถึงความรักในแง่ของการเติมเต็มเพียงอย่างเดียว แต่ยังเล่าถึงความใส่ใจที่แสดงออกผ่านการกระทำเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งบางครั้งมีความหมายมากกว่าคำพูดใดๆ ที่ทำให้เห็นความรู้สึกของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งรับรู้ถึงความรักได้จากสิ่งที่อีกฝ่ายทำให้เสมอ แม้ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำว่ารักออกมาตรงๆ ก็ตาม สำหรับด้านมิวสิควิดิโอ ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ผ่านตัวละครสองคนที่ต่างมีโลกอีกด้านซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มและความสมบูรณ์แบบ ชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่เป็นตัวตลกต้องสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คน ขณะที่หญิงสาวนักเต้นบัลเล่ต์ต้องทุ่มเทให้กับการแสดงและรักษามาตรฐานบนเวที ทั้งคู่ต่างต้องรับมือกับความเหน็ดเหนื่อยและความคาดหวังในแบบของตัวเอง แต่เมื่อได้กลับมาอยู่ด้วยกันในห้องเล็กๆ ที่คุ้นเคย พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องฝืนเป็นใครอีกต่อไป เพราะพื้นที่แห่งนี้เปิดโอกาสให้ทั้งสองได้พักจากโลกภายนอก เป็นตัวของตัวเอง และมอบความสบายใจให้แก่กันโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข เป็นความสัมพันธ์ของคนสองคนที่อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบในสายตาใคร แต่กลับเป็นความพอดีของกันและกันในวันที่เหนื่อยล้า นอกจากเพลงและการเล่าเรื่องที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นแล้ว อีกหนึ่งความน่าสนใจของมิวสิกวิดีโอเพลงนี้คือการเลือกใช้ iPhone 18 Pro เป็นอุปกรณ์ถ่ายทำตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งเปิดโอกาสให้ทีมงานทดลองวิธีเล่าเรื่องผ่านมุมกล้องที่แตกต่างจากการถ่ายทำรูปแบบทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรายละเอียดในพื้นที่ขนาดเล็ก การเคลื่อนกล้องไปตามจังหวะของตัวละคร หรือการถ่ายทอดฉากเต้นในระยะใกล้ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง URBOYTJ เผยถึงการทำงานในซิงเกิลนี้ว่า “เพลง ‘ข้างๆกัน (I'M YOURS)’ เป็นเพลงที่ผมอยากมอบให้กับทุกคนที่มีใครสักคนคอยอยู่ข้างๆ ในวันที่เราล้มลงครับ ได้น้องเติร์ด Tilly Birds มาร่วมร้องด้วย ยิ่งทำให้เพลงนี้มีพลังและละมุนขึ้นมาก และที่พิเศษสุดๆ คือ MV เพลงนี้เราใช้ iPhone 18 Pro ถ่ายทำทั้งเพลง ทำให้ได้มุมภาพและอารมณ์ที่ใกล้ชิด อบอุ่น ฝากเพลงนี้ไว้ด้วยนะครับ ถ้าฟังแล้วนึกถึงใคร ลองส่งให้เขาฟัง บางทีเพลงนี้อาจช่วยพูดแทนความรู้สึกที่เราไม่ได้บอกกันบ่อยๆ ว่าดีใจแค่ไหนที่มีเขาอยู่ข้างๆ เพลงนี้ให้คนข้างๆ ของทุกคนครับ และขอบคุณที่ยังอยู่ข้างๆ ผมเหมือนกัน” สำหรับใครที่มีคนคอยอยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอด เพลงนี้อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบอกความรู้สึกที่บางครั้งก็พูดออกมาได้ไม่หมด สามารถรับฟังเพลง “ข้างๆกัน (I'M YOURS)” ได้แล้วทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง พร้อมรับชมมิวสิกวิดีโอได้แล้วทาง YouTube : URBOYTJ
77