
มีศิลปินคนโปรดช่วยฮีลใจ🤍 #Jesjpp #BibleWichapas #TattooColourTH #Ruzzytc #ทาสแมว
Joined November 2022
- Tweets4.9K
- Following81
- Followers30
- Likes8.2K
Pinned Tweet
อินโทรเวิร์ตรวบรวมความกล้าคุยกับดาราครั้งแรกก็โดนช็อตเลยจ่ะ😂 อย่าเพิ่งแกล้ง หนูยังไม่พร้อมต่อปากต่อคำกับพี่ค้า
♡~ @jesjpp ~♡
#jesjpp #วัคซีนของพี่เจษ
Move on now available.🍀 retweeted
คนที่ไม่รู้ 😆
คนที่รู้ 😭🤬
.
TAME เลี้ยงไม่เชื่อง
วันนี้ ในโรงภาพยนตร์
.
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง #BrandThinkCinema
#jesjpp #Pimma_PiXXiE #chayanitpat #ยูกิไหทองคำ
Move on now available.🍀 retweeted
เพิ่งคุยกับเพื่อนไปว่าในเรื่องมีซีนที่ต้องถึงเนื้อถึงตัวเจ้าจิ๋วพิมมาแบบค่อนข้างมากกกก เราในฐานะมัมพิกซี่ สบายใจที่คนนั้นเป็นคุณเจษนะ เพราะผลงานการแสดงและทัศนคติของคุณเขาที่มีต่อวงการต่อการแสดง เรามั่นใจและสบายใจเลยที่เป็นเขา
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง
เรื่องนี้ตัวพี่เจษเข้าใจประเด็นหลักที่หนังจะสื่อ รวมถึงทุกความรุนแรงที่เกิดขึ้นค่ะ เจ้าตัวเคยพูดถึงประเด็นนี้หลายรอบทุกครั้งที่เป็น QnA ในโรงหนัง หรือแม้แต่แฟนคลับถามหลังดูหนังจบค่ะ ว่ามันมีสิ่งนี้อยู่ทุกที่ไม่ใช่แค่ในไทย แต่เป็นทั่วโลก ตัวเค้าก็ผ่านการทำความเข้าใจ ศึกษาข้อมูล เวิร์คชอปกว่าจะออกมาได้แบบนี้ และไม่เคยแก้ตัวให้ยศว่าสิ่งที่ยศทำมันถูก ไม่อยากให้มองว่าตัวนสดเป็นเหมือนตัวละครในเรื่องนะคะ ตัวเค้าก็เคยกังวลว่าจะแสดงออกมาดูฟอกขาวพฤติกรรมยศหรือเปล่าเพราะการจะเล่นออกมาแต่ละคนมีทริคไม่เหมือนกัน ของเค้าคือต้องเข้าใจตัวละคร ต้องเชื่อถึงจะโชว์มันออกมาได้ค่ะ ทุกคนมีวิธีเอามันออกมาไม่เหมือนกัน แต่ยืนยันว่าเค้าไม่มีมายเซ็ตแบบที่กล่าวมาข้างล่างครอบไว้ค่ะ
Move on now available.🍀 retweeted
รีวิว TAME มีสปอยล์
จั่วหัวเลยว่ารีวิว เผื่อใครผ่านมาอ่านแล้วอยากไปดูเพิ่มเพื่อพิสูจน์เอง
TAME เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวนึงในชนบทที่ประกอบไปด้วย ยายอ่าง น้ายศ ขวัญเด็กสาวที่กำลังจะขึ้น ม.4 และน้านารถน้าสาวที่ทำงานอยู่ในเมืองแต่กลับบ้านมาพักเพื่อไปทำงานต่อที่กรุงเทพ
ฟังดูเหมือนครอบครัวคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนึงที่พยายามดำรงชีวิต มีความเชื่อท้องถิ่น แม่สะเมียง
การดำรงชีวิตโดยมีความเชื่อเรื่องแม่สะเมียงเป็นศูนย์รวมจิตกราบไหว้วอนขอ บ้างขอให้ชนะแข่งวัว บ้างขอให้ลูกหลานหายจากโรคภัย อยู่รอด แข็งแรง
ขวัญถือกำเนิดมาภายใต้ความเชื่อที่ยศปักไว้ว่า เพราะว่าฉันขอให้แม่สะเมียงช่วยชีวิตขวัญตอนคลอดไว้ ขวัญเลยรอด
เหมือนหนังผีเลย แต่ … ตลอดเวลา 2 ชั่วโมง หนังพาเราไปไกล ไกลกว่าเรื่อง ผี เรื่องความงมงาย
มันพาเราเข้าไปสู่ปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในครอบครัว ทั้งที่เรารู้แจ้งและไม่รู้
Domestic Violence ความรุนแรง กระถูกกระทำในครัวเรือน!
ประเด็นมันหนักแต่หนังฉลาดมากที่ย่อส่วนมันลงมาอย่างมีชั้นเชิง
ในขณะที่ยศบอกขวัญว่า แม่สะเมียงช่วยชีวิตขวัญไว้ ขวัญถามว่า งั้นหนูก็เป็นสาวก เป็นทาส เป็นเบี้ยให้แม่สะเมียงใช่ไหม … ประโยคตอนเปิด
และขณะเดียวกันในเรื่อง ยศก็ทำตัวประหนึ่งแม่สะเมียงเป็นเจ้าของชีวิตขวัญซะเอง
กรูมมิ่ง gaslighting หาประโยชน์จากความไม่รู้ ความยังเยาว์วัย ยึดเอาขวัญมาเป็นวัวของตัวเอง
ขวัญที่เชื่องกับยศมาตลอด
ยศที่เชื่องกับแม่สะเมียงมาตลอด
ยศและขวัญที่เชื่องกับยายอ่างมาตลอด
ยายอ่างที่เชื่องกับแม่สะเมียงมาตลอด
ทุกอย่างเป็นทอดๆ แทบจะเป็น legacy ในครัวเรือน ชุมชน สังคม
Silo thinking and beliving มาก
จนวันนึง … มีวัวตัวนึงมันเริ่มจะไม่เชื่อง … ขวัญ
อาจเพราะมีนารถเข้ามาเป็นตัวช่วยเร่ง หรือตัวขวัญเองที่ถูกกระทำจนความกดดันในจิตมันจวนเจียนจะหมด หรือเพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขวัญเลยตั้งคำถามกับชีวิต ลามไปจนถึงคำถามกับสิ่งที่เป็นมา Status-qou เริ่มสั่นคลอน
เรื่องราวหลังจากนั้น เป็นผลจากการกระทำ ถูกกระทำในครอบครัว ร่วมกระทำของคนในนั้น
สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดของ TAME คือการที่หนังกล้าหยิบเอาประเด็นนี้มาทำอย่างเปิดเผย แต่แยบยลจนครึ่งแรกนึกไม่ถึงว่ามันจะไปในเวย์นี้จริงๆ และยังพาไปไกลจนครึ่งหลังเพื่อพบว่า หนังยังพาเราไปได้ไกลอีกกว่าแค่เรื่องความเชื่องมงาย
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นชมสุดๆ คือ การแสดงของนักแสดงนำ โดยเฉพาะ
พิมมาและเจษฎ์พิพัฒ
พิมมา คือทาเล้นท์ทางการแสดงชนิดที่เรียกว่าทิ้งนักแสดงวัยเดียวกันไปแบบไม่เห็นฝุ่นเลย beyond มาก แววตาแบบปลาตาย ลักษณะการใช้ชีวิตแบบไม่มี purpose ในเรื่อง พิมมาสร้างขวัญแบบที่ตราตรึงมาก เก่งมาก
เจษ … บทที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดในชีวิตการแสดงของเจษเลย
เล่นดี กล้าเล่น เล่นดีแบบเอาตาย
น่ารังเกียจ
แต่ทั้งหมดทั้งมวล มันอาจจะเริ่มที่ความเชื่อ แต่มันแตกยอดออกไปเป็นการกระทำของตัวละคร
เรายังเชื่อว่า ความเชื่อต่างๆ บนโลกนี้มีพื้นฐานเพื่อต้องการสร้างความแข็งแรงทางจิตใจให้มนุษย์
แต่สุดท้าย ความเชื่อก็กลายเป็นเครื่องมือให้มนุษย์เอามาใช้ควบคุม กดดัน มนุษด้วยกันเอง
แต่ใดใดในโลกไม่จีรัง ความเชื่อก็เช่นกัน
มันเปลี่ยนแปลงได้เสมอนะ
อย่าผูกตัวเองเป็นวัวให้ใครเพียงเราเราเชื่อหมดใจ
และอย่าผูกใครให้เป็นวัวให้เรา เพราะเราเชื่อเช่นนั้นนะ … ยศ
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง
#jesjpp
Move on now available.🍀 retweeted
ค่ายหนังเขียนดีมาก เป็นการใช้ติ๊กฟ้าที่คุ้มสุด ๆ ไปเลย สรุปใจความที่พี่เจษพูดออกมาดีมาก อยากให้คนมาทำความเข้าใจตัวละครยศใน #TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง กันเยอะ ๆ ซึ่งการทำความเข้าใจตัวละครในที่นี้ เหมือนที่พี่เจษบอก มันไม่ใช่การฟอกขาวพฤติกรรมใดใดที่ตัวละครทำ แต่เป็นการค่อย ๆ มองหาสาเหตุของปัญหาที่ไม่ใช่การตัดสินจากหนึ่งเหตุการณ์ ถ้ามองลึกลงไปจริง ๆ ปัญหานี้อาจไม่ใช่แค่ปัญหาของครอบครัวเดียว หรือแค่ของหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง แต่อาจเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มันฝังรากลึกมานานแล้วด้วยซ้ำ
หลายคนอาจเห็นทีเซอร์ หรือได้เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ กันมาแล้ว และก็มีหลายคนที่ตั้งคำถามกับการกระทำของ ‘ยศ’ ว่าทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนั้น
.
ทว่าหากลองมองให้ลึกลงไปมากกว่าการกระทำที่ปรากฏตรงหน้า เราอาจพบว่าเบื้องหลังของคนคนหนึ่งมีเรื่องราว ความรู้สึก และบาดแผลบางอย่างซ่อนอยู่เสมอ เพราะบางครั้งคนที่เราเห็นว่าเป็นผู้กระทำ ก็อาจมีเรื่องราวในฐานะผู้ถูกกระทำที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน
.
วันนี้ BrandThink ชวนพูดคุยกับ ‘เจษ เจษฎ์พิพัฒ’ นักแสดงผู้รับบท ‘ยศ’ เพื่อทำความเข้าใจตัวละครที่มีความซับซ้อน เบื้องหลังความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึก รวมถึงมุมมองต่อเส้นแบ่งระหว่างผู้ถูกกระทำและผู้กระทำที่อาจไม่ได้ชัดเจนอย่างที่เราคิด
.
[ทำความรู้จัก ‘ยศ’ ให้มากกว่าภาพที่เห็น]
สำหรับเจษ การทำความเข้าใจ ‘ยศ’ ไม่ใช่แค่การทำให้ตัวละครเป็นชายหนุ่มที่พูดน้อยหรือดูเหมือนคนที่ยอมทำตามคนอื่น แต่คือการเข้าไปสำรวจความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใน ว่าอะไรทำให้คนคนหนึ่งค่อยๆ กลายเป็นคนที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก และดูเหมือนไม่สามารถยืนหยัดเพื่อตัวเองได้
.
ความเป็นมาของตัวละครยศคือ เขาเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว มีหน้าที่ดูแลค่ายวัวชนในจังหวัดสุโขทัยต่อจากพ่อ อาศัยอยู่กับแม่ มี ‘ขวัญ’ เป็นเด็กคนหนึ่งที่อยู่ในบ้าน และมี ‘นารท’ เป็นพี่สาว ภายนอกยศอาจดูเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดจา ไม่ค่อยโต้เถียง หรือไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นเห็น แต่สำหรับเจษ สิ่งที่อยู่ข้างในของตัวละครกลับมีรายละเอียดมากกว่านั้น
.
“ยศมีปมความรู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่สำเร็จ มีความรู้สึกด้อยค่าตัวเองอยู่เสมอ แล้วก็มีความต้องการให้คนอื่นยอมรับ ต้องการให้แม่ยอมรับ ขวัญยอมรับ แม้แต่นารทก็อยากให้ยอมรับ แต่รู้สึกว่าไม่มีใครยอมรับเขาเลย”
.
เจษมองว่า ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้ยศกลายเป็นคนเก็บกด ไม่ค่อยกล้าพูดหรือแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา เพราะเมื่อคนคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่ามากพอในสายตาของคนรอบข้าง ก็อาจทำให้เขาไม่มั่นใจแม้กระทั่งการตัดสินใจหรือการกระทำของตัวเอง
.
ความเงียบของยศจึงไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้รับการพูดถึง ทั้งความไม่มั่นใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ และความต้องการได้รับการยอมรับจากคนที่เขารัก
.
สำหรับเจษ การแสดงเป็นตัวละครลักษณะนี้จึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจความรู้สึกภายใน มากกว่าการแสดงให้เห็นเพียงบุคลิกภายนอก เพราะสิ่งที่ผู้ชมเห็นอาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่
.
[จากภาพจำของคนเลี้ยงวัว สู่ตัวละครที่แตกต่างจากสิ่งที่คิด]
อีกหนึ่งความท้าทายของการรับบท ‘ยศ’ คือการปรับเปลี่ยนภาพจำที่มีต่อตัวละครคนเลี้ยงวัวชนในตอนแรก
.
ก่อนเริ่มทำงาน เจษคิดว่าบุคลิกของตัวละครยศที่เป็นเจ้าของค่ายวัวชนหรือคลุกคลีกับวัวชน น่าจะเป็นคนที่มีบุคลิกโผงผาง เสียงดัง มีพลัง และสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี แต่เมื่อได้เริ่มลงพื้นที่และทำความรู้จักกับโลกของการเลี้ยงวัวชนจริงๆ รวมถึงผ่านกระบวนการเวิร์กช็อป ภาพของตัวละครที่เขาคิดไว้ก็เปลี่ยนไป
.
เจษเล่าว่า ก่อนเวิร์กช็อปได้มีโอกาสไปสัมผัสการเลี้ยงวัวจริงๆ และสังเกตบุคลิกของคนที่ทำอาชีพนี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าคนเลี้ยงวัวชนมีวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตอย่างไร ซึ่งในช่วงแรกสิ่งที่ได้เห็นก็ยังใกล้เคียงกับภาพจำที่เขาคิดเอาไว้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการเวิร์กช็อป ตัวละครยศกลับถูกตีความออกมาในทิศทางตรงกันข้าม
.
“ยศเป็นคนอีกแบบหนึ่งที่ผมไม่คิดว่าจะเป็น มันไม่ใช่ภาพจำของตัวละครคนเลี้ยงวัวที่เราคิดว่าจะเป็น เขาเป็นคนเลี้ยงวัวที่ดูเหมือนจะเลี้ยงวัวได้ไม่ค่อยดี ดูไม่สามารถควบคุมวัวได้ด้วยซ้ำ”
.
สิ่งนี้ทำให้เจษเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตการทำงานกับความรู้สึกภายในของยศ เพราะแม้แต่สิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบก็ยังเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะทำได้ไม่ดีนัก ทั้งการนำวัวไปชนที่ไม่ได้ชัยชนะ หรือการสร้างรายได้จากวัวชนที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง
.
หลังจากเห็นภาพตัวละครชัดขึ้น เจษจึงเริ่มทำการบ้านเพิ่มเติม ทั้งการสร้างภูมิหลังของตัวละคร ทำความเข้าใจชีวิตและความสัมพันธ์ของยศ รวมถึงออกแบบท่าทางและวิธีการแสดงออกให้แตกต่างจากตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นท่าเดินหรือเสียงพูด เพื่อให้เป็นบุคลิกของยศอย่างชัดเจน
.
นอกจากการเตรียมตัวของนักแสดงแล้ว เจษยังพูดถึงการทำงานร่วมกับ ‘มูย่า’ ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความชัดเจนในสิ่งที่ต้องการเล่า และมีภาพในหัวค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ต้น สำหรับเจษ การได้ทำงานกับผู้กำกับที่เข้าใจเรื่องราวของตัวเองอย่างลึกซึ้ง และสามารถอธิบายทิศทางการแสดงให้นักแสดงเข้าใจได้อย่างชัดเจน ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน และทำให้ตัวละครออกมาเป็นอย่างที่ภาพยนตร์ต้องการสื่อสาร
.
[ความสัมพันธ์ที่หล่อหลอมคนคนหนึ่ง อาจเป็นทั้งพื้นที่ของความรักและบาดแผล]
เมื่อพูดถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของยศ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เจษให้ความสนใจคือ ความสัมพันธ์ระหว่างยศกับคนในครอบครัว เพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่มีความหมายต่อชีวิตของเขา และในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นภายในใจ
.
โดยเฉพาะความต้องการได้รับการยอมรับจากคนที่ตัวเองรัก ซึ่งแม้จะเป็นความต้องการพื้นฐานของคนคนหนึ่ง แต่สำหรับยศกลับเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ไกลเกินเอื้อม
.
เริ่มจากความสัมพันธ์กับ ‘ขวัญ’ เจษมองว่าขวัญเป็นคนที่ยศต้องการให้รับฟังและเชื่อใจ แต่ในความรู้สึกของยศ เขากลับมองว่าขวัญไม่ได้ฟังหรือเชื่อในสิ่งที่เขาพูดอย่างแท้จริง
.
“คนที่เขาอยากจะให้รับฟังเขามากที่สุด หรือให้เชื่อใจเขามากที่สุดในเรื่อง คือขวัญ แต่ดันเป็นคนที่รับฟังเขาน้อยที่สุด แล้วก็เชื่อใจเขาน้อยที่สุด”
.
ความรู้สึกนี้ทำให้ยศเกิดความไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่ว่าจะพยายามทำอะไร เขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเชื่อใจจากคนที่อยากให้เชื่อใจมากที่สุด
.
ขณะที่ความสัมพันธ์กับแม่อย่าง ‘ยายอ่าง’ กลับเป็นความสัมพันธ์ที่เจษมองว่าเกิดขึ้นจากการยอมจำนน ยศเติบโตมากับแม่ในรูปแบบหนึ่ง จนเข้าใจและยอมรับไปแล้วว่าแม่เป็นคนแบบนั้น เขาจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในความสัมพันธ์นี้ได้อีก
.
“เป็นความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ เป็นความจำยอม เราเติบโตมาอย่างนั้น แล้วเราเข้าใจว่าเขาเป็นอย่างนั้น เราไม่พยายามจะปรับเปลี่ยนอะไร และคาดหวังอะไรแล้วจากความสัมพันธ์ของเรากับแม่”
.
ส่วนความสัมพันธ์กับ ‘นารถ’ พี่สาว กลับมีความคาดหวังบางอย่างหลงเหลืออยู่ แม้ยศจะมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและรู้สึกว่าตัวเองถูกดูถูก แต่ลึกๆ เขาก็ยังต้องการให้พี่สาวยอมรับ เพราะสำหรับเจษ พี่สาวเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่อาจทำให้ยศรู้สึกว่าครอบครัวเป็นครอบครัวได้ เพราะแม้จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรับตัวเอง แต่ยศก็ยังมีความหวังว่าอย่างน้อยสักวันหนึ่งนารถอาจมองเห็นคุณค่าในตัวเขา
.
เมื่อมองผ่านความสัมพันธ์ทั้งสาม การแสดงของเจษทำให้เห็นว่าความต้องการของยศไม่ได้ซับซ้อนจนเข้าใจไม่ได้ เขาเพียงต้องการได้รับการยอมรับจากคนที่มีความหมายในชีวิต แต่ความต้องการเหล่านั้นกลับไม่ได้รับการตอบสนอง
.
[เมื่อความเงียบเป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังงานมากกว่าการพูด]
สำหรับนักแสดง การถ่ายทอดตัวละครที่มีความรู้สึกซับซ้อนอาจไม่ได้หมายถึงการต้องแสดงอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจนเสมอไป โดยเฉพาะตัวละครอย่างยศที่ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยโต้เถียง และเลือกเก็บงำความรู้สึกส่วนใหญ่เอาไว้ภายใน
.
เจษเล่าว่าฉากที่ต้องใช้พลังงานมากสุดไม่ใช่ฉากที่ตัวละครได้พูดหรือปลดปล่อยความรู้สึกออกมา แต่เป็นฉากที่ต้องเก็บทุกอย่างเอาไว้โดยไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่
.
“แทบทุกฉากที่ไม่ค่อยได้พูด หรือทุกฉากที่พูดน้อย ใช้พลังงานเยอะมากกว่าฉากหลังๆ ที่เหมือนเขาได้ปลดปล่อยสิ่งที่เขารู้สึกออกมา”
.
เพราะการแสดงความเงียบไม่ได้หมายความว่านักแสดงจะไม่ต้องทำอะไร ตรงกันข้าม การต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่สร้างความอึดอัดอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อภายในตัวละครมีทั้งความโกรธ ความน้อยใจ ความอยากระบาย หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่อยากตะโกนและร้องไห้ออกมา แต่กลับไม่สามารถทำได้
.
เจษอธิบายว่า ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้ทุกฉากที่ยศพูดน้อยมีความยากในแบบของตัวเอง เพราะนักแสดงต้องสื่อสารสิ่งที่อยู่ภายในออกมา โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดมากมาย และสิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งมิติของการแสดงที่ทำให้เห็นว่า บางครั้งความเงียบก็อาจไม่ได้หมายถึงการไม่มีอะไรจะพูด แต่อาจเป็นเพราะมีหลายอย่างที่อยากพูด แต่ไม่รู้ว่าจะพูดออกไปอย่างไร หรือไม่สามารถพูดออกไปได้
.
นอกจากความท้าทายด้านการแสดงแล้ว การทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความระมัดระวัง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับวัวจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง เพราะการถ่ายทำในโลเคชันต่างๆ ค่อนข้างเหนื่อย ทั้งจากสภาพอากาศ ความร้อน และการทำงานกับวัวที่ไม่สามารถควบคุมได้ง่ายเหมือนการทำงานกับนักแสดงทั่วไป ทุกคนจึงต้องเรียนรู้ธรรมชาติและนิสัยของวัวแต่ละตัว รวมถึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพราะการทำงานกับสัตว์จริงจำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมและพฤติกรรมของพวกเขาอยู่เสมอ
.
[ทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของคนคนหนึ่ง]
เมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากให้ผู้ชมได้รับกลับไปหลังชมภาพยนตร์ เจษไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนมองตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในแง่ดีหรือเห็นด้วยกับทุกการกระทำ แต่สิ่งที่เขาอยากให้เกิดขึ้น คือการลองทำความเข้าใจตัวละครทุกตัวให้มากขึ้น
.
แม้ภาพยนตร์จะเล่าเรื่องผ่านมุมมองของขวัญเป็นหลัก แต่เจษมองว่าตัวละครทุกตัวต่างมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง มีสิ่งที่ได้รับและสิ่งที่ต้องสูญเสีย รวมถึงมีความรู้สึกที่อาจไม่ได้ถูกเปิดเผยให้ผู้ชมเห็นทั้งหมด
.
“อยากให้คนดูพยายามเข้าใจตัวละครทุกตัว คือจริงๆ แล้วตัวละครทุกตัวมีเหตุผลในการกระทำหมด แล้วก็มีสิ่งที่ได้และสิ่งที่เสียหมด”
.
เจษยังมองว่าตัวละครทุกตัวต่างมีทั้งความรู้สึกรักตัวเองและไม่รักคนอื่นอยู่ในตัว เพียงแต่แสดงออกมาในบริบทและรูปแบบที่แตกต่างกัน การพยายามมองให้ลึกลงไปจึงอาจช่วยให้เราเข้าใจได้ว่าเหตุใดคนคนหนึ่งถึงเลือกทำบางอย่าง และอะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนั้น
.
“อย่าเพิ่งตัดสินเขาว่าคนนี้ทำไม่ดี คนนี้ทำดี อยากให้มองลึกๆ ถึงตัวละครทุกตัวว่าแต่ละคนทำไปทำไม”
.
คำพูดของเจษชวนให้เรากลับมาทบทวนวิธีที่ใช้มองผู้คนในชีวิตจริงด้วยเช่นกัน เพราะในหลายครั้ง เราอาจเห็นเพียงการกระทำที่เกิดขึ้นตรงหน้า แล้วรีบแบ่งคนออกเป็นฝ่ายถูกและฝ่ายผิด โดยไม่ได้รู้เลยว่าก่อนจะมาถึงจุดนั้น คนคนหนึ่งต้องผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง
.
อย่างไรก็ดีการทำความเข้าใจเบื้องหลัง ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเห็นด้วยหรือมองข้ามผลกระทบจากการกระทำเหล่านั้น แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เรามองเห็นความซับซ้อนของมนุษย์มากขึ้น และอาจช่วยให้เข้าใจว่าปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว หากยังมีปัจจัยและความสัมพันธ์หลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง
.
สำหรับเจษ หลังจากได้ทำความเข้าใจเรื่องราวและตัวละครมากขึ้น เขาก็เริ่มมองเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่คิด เพราะเรื่องราวลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงในสังคม และอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด
.
ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่องของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ยังเป็นการชวนให้ผู้ชมกลับไปมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เห็นผ่านข่าว หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว ว่าสิ่งเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร และสังคมควรช่วยกันดูแล แก้ไข และปรับปรุงอย่างไรบ้าง
.
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเข้าใจเหตุผลของใครสักคนอาจไม่ได้ทำให้ทุกอย่างถูกต้องขึ้นมาทันที แต่การไม่รีบตัดสินและยอมมองให้ลึกกว่าเดิม อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น
.
เจษทิ้งท้ายว่า ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ เป็นภาพยนตร์ที่นักแสดงและทีมงานทุกคนทุ่มเทอย่างมาก ทั้งการถ่ายทำในโลเคชันที่ยากลำบาก และการรับบทบาทที่มีความหนักหน่วงทางอารมณ์ แม้จะเป็นผลงานที่ท้าทายและมีความแปลกใหม่ แต่ทุกคนก็ภูมิใจกับสิ่งที่ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา
.
“ถ้ามีคนมองเห็นมันว่าเป็นผลงานที่ดีเรื่องหนึ่ง ผมว่าเราจะมีหนังดีๆ ออกมาอีกเต็มไปหมดในวงการภาพยนตร์ไทย”
.
บางทีสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้อยากชวนให้เราทำ อาจไม่ใช่การหาคำตอบว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลว แต่เป็นการลองหยุดมองคนคนหนึ่งให้นานขึ้นอีกนิด ก่อนจะตัดสินเขาจากสิ่งที่เห็นเพียงด้านเดียว เพราะเราอาจไม่มีทางรู้เลยว่า ภายใต้ความเงียบของใครบางคน มีเรื่องราวอะไรซุกซ่อนอยู่ หรือภายใต้การกระทำที่เราไม่เข้าใจนั้น มีความรู้สึกแบบไหนกำลังผลักดันเขาอยู่
.
ร่วมค้นหาคำตอบและทำความเข้าใจเรื่องราวของทุกตัวละคร ได้ในภาพยนตร์ ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ เข้าฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์
.
เรื่อง: นนทิดา เภาปิดตา
ภาพ: พีรพัฒน์ ดลราษี
.
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง #BrandThinkCinema
#jesjpp #Pimma_PiXXiE #chayanitpat #ยูกิไหทองคำ
Move on now available.🍀 retweeted
เดวิดฮวง 🙂↕️🙂↕️
ตะกี้คุยกับเพื่อนเรื่องนักแสดงกับบท มีที่คิดๆไว้กับเรื่องของตัวเองเหมือนกันเลยอยากมาโพสมานิเฟสบ้าง ดูสิๆเข้ามาก 🥹 อยากเห็นการ์ตูนเป็นซีรีย์บ้าง #GoodGoshDaddy
Move on now available.🍀 retweeted
หลายคนอาจเห็นทีเซอร์ หรือได้เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ กันมาแล้ว และก็มีหลายคนที่ตั้งคำถามกับการกระทำของ ‘ยศ’ ว่าทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนั้น
.
ทว่าหากลองมองให้ลึกลงไปมากกว่าการกระทำที่ปรากฏตรงหน้า เราอาจพบว่าเบื้องหลังของคนคนหนึ่งมีเรื่องราว ความรู้สึก และบาดแผลบางอย่างซ่อนอยู่เสมอ เพราะบางครั้งคนที่เราเห็นว่าเป็นผู้กระทำ ก็อาจมีเรื่องราวในฐานะผู้ถูกกระทำที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน
.
วันนี้ BrandThink ชวนพูดคุยกับ ‘เจษ เจษฎ์พิพัฒ’ นักแสดงผู้รับบท ‘ยศ’ เพื่อทำความเข้าใจตัวละครที่มีความซับซ้อน เบื้องหลังความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึก รวมถึงมุมมองต่อเส้นแบ่งระหว่างผู้ถูกกระทำและผู้กระทำที่อาจไม่ได้ชัดเจนอย่างที่เราคิด
.
[ทำความรู้จัก ‘ยศ’ ให้มากกว่าภาพที่เห็น]
สำหรับเจษ การทำความเข้าใจ ‘ยศ’ ไม่ใช่แค่การทำให้ตัวละครเป็นชายหนุ่มที่พูดน้อยหรือดูเหมือนคนที่ยอมทำตามคนอื่น แต่คือการเข้าไปสำรวจความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใน ว่าอะไรทำให้คนคนหนึ่งค่อยๆ กลายเป็นคนที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก และดูเหมือนไม่สามารถยืนหยัดเพื่อตัวเองได้
.
ความเป็นมาของตัวละครยศคือ เขาเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว มีหน้าที่ดูแลค่ายวัวชนในจังหวัดสุโขทัยต่อจากพ่อ อาศัยอยู่กับแม่ มี ‘ขวัญ’ เป็นเด็กคนหนึ่งที่อยู่ในบ้าน และมี ‘นารท’ เป็นพี่สาว ภายนอกยศอาจดูเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดจา ไม่ค่อยโต้เถียง หรือไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นเห็น แต่สำหรับเจษ สิ่งที่อยู่ข้างในของตัวละครกลับมีรายละเอียดมากกว่านั้น
.
“ยศมีปมความรู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่สำเร็จ มีความรู้สึกด้อยค่าตัวเองอยู่เสมอ แล้วก็มีความต้องการให้คนอื่นยอมรับ ต้องการให้แม่ยอมรับ ขวัญยอมรับ แม้แต่นารทก็อยากให้ยอมรับ แต่รู้สึกว่าไม่มีใครยอมรับเขาเลย”
.
เจษมองว่า ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้ยศกลายเป็นคนเก็บกด ไม่ค่อยกล้าพูดหรือแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา เพราะเมื่อคนคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่ามากพอในสายตาของคนรอบข้าง ก็อาจทำให้เขาไม่มั่นใจแม้กระทั่งการตัดสินใจหรือการกระทำของตัวเอง
.
ความเงียบของยศจึงไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้รับการพูดถึง ทั้งความไม่มั่นใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ และความต้องการได้รับการยอมรับจากคนที่เขารัก
.
สำหรับเจษ การแสดงเป็นตัวละครลักษณะนี้จึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจความรู้สึกภายใน มากกว่าการแสดงให้เห็นเพียงบุคลิกภายนอก เพราะสิ่งที่ผู้ชมเห็นอาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่
.
[จากภาพจำของคนเลี้ยงวัว สู่ตัวละครที่แตกต่างจากสิ่งที่คิด]
อีกหนึ่งความท้าทายของการรับบท ‘ยศ’ คือการปรับเปลี่ยนภาพจำที่มีต่อตัวละครคนเลี้ยงวัวชนในตอนแรก
.
ก่อนเริ่มทำงาน เจษคิดว่าบุคลิกของตัวละครยศที่เป็นเจ้าของค่ายวัวชนหรือคลุกคลีกับวัวชน น่าจะเป็นคนที่มีบุคลิกโผงผาง เสียงดัง มีพลัง และสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี แต่เมื่อได้เริ่มลงพื้นที่และทำความรู้จักกับโลกของการเลี้ยงวัวชนจริงๆ รวมถึงผ่านกระบวนการเวิร์กช็อป ภาพของตัวละครที่เขาคิดไว้ก็เปลี่ยนไป
.
เจษเล่าว่า ก่อนเวิร์กช็อปได้มีโอกาสไปสัมผัสการเลี้ยงวัวจริงๆ และสังเกตบุคลิกของคนที่ทำอาชีพนี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าคนเลี้ยงวัวชนมีวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตอย่างไร ซึ่งในช่วงแรกสิ่งที่ได้เห็นก็ยังใกล้เคียงกับภาพจำที่เขาคิดเอาไว้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการเวิร์กช็อป ตัวละครยศกลับถูกตีความออกมาในทิศทางตรงกันข้าม
.
“ยศเป็นคนอีกแบบหนึ่งที่ผมไม่คิดว่าจะเป็น มันไม่ใช่ภาพจำของตัวละครคนเลี้ยงวัวที่เราคิดว่าจะเป็น เขาเป็นคนเลี้ยงวัวที่ดูเหมือนจะเลี้ยงวัวได้ไม่ค่อยดี ดูไม่สามารถควบคุมวัวได้ด้วยซ้ำ”
.
สิ่งนี้ทำให้เจษเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตการทำงานกับความรู้สึกภายในของยศ เพราะแม้แต่สิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบก็ยังเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะทำได้ไม่ดีนัก ทั้งการนำวัวไปชนที่ไม่ได้ชัยชนะ หรือการสร้างรายได้จากวัวชนที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง
.
หลังจากเห็นภาพตัวละครชัดขึ้น เจษจึงเริ่มทำการบ้านเพิ่มเติม ทั้งการสร้างภูมิหลังของตัวละคร ทำความเข้าใจชีวิตและความสัมพันธ์ของยศ รวมถึงออกแบบท่าทางและวิธีการแสดงออกให้แตกต่างจากตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นท่าเดินหรือเสียงพูด เพื่อให้เป็นบุคลิกของยศอย่างชัดเจน
.
นอกจากการเตรียมตัวของนักแสดงแล้ว เจษยังพูดถึงการทำงานร่วมกับ ‘มูย่า’ ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความชัดเจนในสิ่งที่ต้องการเล่า และมีภาพในหัวค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ต้น สำหรับเจษ การได้ทำงานกับผู้กำกับที่เข้าใจเรื่องราวของตัวเองอย่างลึกซึ้ง และสามารถอธิบายทิศทางการแสดงให้นักแสดงเข้าใจได้อย่างชัดเจน ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน และทำให้ตัวละครออกมาเป็นอย่างที่ภาพยนตร์ต้องการสื่อสาร
.
[ความสัมพันธ์ที่หล่อหลอมคนคนหนึ่ง อาจเป็นทั้งพื้นที่ของความรักและบาดแผล]
เมื่อพูดถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของยศ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เจษให้ความสนใจคือ ความสัมพันธ์ระหว่างยศกับคนในครอบครัว เพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่มีความหมายต่อชีวิตของเขา และในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นภายในใจ
.
โดยเฉพาะความต้องการได้รับการยอมรับจากคนที่ตัวเองรัก ซึ่งแม้จะเป็นความต้องการพื้นฐานของคนคนหนึ่ง แต่สำหรับยศกลับเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ไกลเกินเอื้อม
.
เริ่มจากความสัมพันธ์กับ ‘ขวัญ’ เจษมองว่าขวัญเป็นคนที่ยศต้องการให้รับฟังและเชื่อใจ แต่ในความรู้สึกของยศ เขากลับมองว่าขวัญไม่ได้ฟังหรือเชื่อในสิ่งที่เขาพูดอย่างแท้จริง
.
“คนที่เขาอยากจะให้รับฟังเขามากที่สุด หรือให้เชื่อใจเขามากที่สุดในเรื่อง คือขวัญ แต่ดันเป็นคนที่รับฟังเขาน้อยที่สุด แล้วก็เชื่อใจเขาน้อยที่สุด”
.
ความรู้สึกนี้ทำให้ยศเกิดความไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่ว่าจะพยายามทำอะไร เขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเชื่อใจจากคนที่อยากให้เชื่อใจมากที่สุด
.
ขณะที่ความสัมพันธ์กับแม่อย่าง ‘ยายอ่าง’ กลับเป็นความสัมพันธ์ที่เจษมองว่าเกิดขึ้นจากการยอมจำนน ยศเติบโตมากับแม่ในรูปแบบหนึ่ง จนเข้าใจและยอมรับไปแล้วว่าแม่เป็นคนแบบนั้น เขาจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในความสัมพันธ์นี้ได้อีก
.
“เป็นความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ เป็นความจำยอม เราเติบโตมาอย่างนั้น แล้วเราเข้าใจว่าเขาเป็นอย่างนั้น เราไม่พยายามจะปรับเปลี่ยนอะไร และคาดหวังอะไรแล้วจากความสัมพันธ์ของเรากับแม่”
.
ส่วนความสัมพันธ์กับ ‘นารถ’ พี่สาว กลับมีความคาดหวังบางอย่างหลงเหลืออยู่ แม้ยศจะมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและรู้สึกว่าตัวเองถูกดูถูก แต่ลึกๆ เขาก็ยังต้องการให้พี่สาวยอมรับ เพราะสำหรับเจษ พี่สาวเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่อาจทำให้ยศรู้สึกว่าครอบครัวเป็นครอบครัวได้ เพราะแม้จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรับตัวเอง แต่ยศก็ยังมีความหวังว่าอย่างน้อยสักวันหนึ่งนารถอาจมองเห็นคุณค่าในตัวเขา
.
เมื่อมองผ่านความสัมพันธ์ทั้งสาม การแสดงของเจษทำให้เห็นว่าความต้องการของยศไม่ได้ซับซ้อนจนเข้าใจไม่ได้ เขาเพียงต้องการได้รับการยอมรับจากคนที่มีความหมายในชีวิต แต่ความต้องการเหล่านั้นกลับไม่ได้รับการตอบสนอง
.
[เมื่อความเงียบเป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังงานมากกว่าการพูด]
สำหรับนักแสดง การถ่ายทอดตัวละครที่มีความรู้สึกซับซ้อนอาจไม่ได้หมายถึงการต้องแสดงอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจนเสมอไป โดยเฉพาะตัวละครอย่างยศที่ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยโต้เถียง และเลือกเก็บงำความรู้สึกส่วนใหญ่เอาไว้ภายใน
.
เจษเล่าว่าฉากที่ต้องใช้พลังงานมากสุดไม่ใช่ฉากที่ตัวละครได้พูดหรือปลดปล่อยความรู้สึกออกมา แต่เป็นฉากที่ต้องเก็บทุกอย่างเอาไว้โดยไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่
.
“แทบทุกฉากที่ไม่ค่อยได้พูด หรือทุกฉากที่พูดน้อย ใช้พลังงานเยอะมากกว่าฉากหลังๆ ที่เหมือนเขาได้ปลดปล่อยสิ่งที่เขารู้สึกออกมา”
.
เพราะการแสดงความเงียบไม่ได้หมายความว่านักแสดงจะไม่ต้องทำอะไร ตรงกันข้าม การต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่สร้างความอึดอัดอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อภายในตัวละครมีทั้งความโกรธ ความน้อยใจ ความอยากระบาย หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่อยากตะโกนและร้องไห้ออกมา แต่กลับไม่สามารถทำได้
.
เจษอธิบายว่า ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้ทุกฉากที่ยศพูดน้อยมีความยากในแบบของตัวเอง เพราะนักแสดงต้องสื่อสารสิ่งที่อยู่ภายในออกมา โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดมากมาย และสิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งมิติของการแสดงที่ทำให้เห็นว่า บางครั้งความเงียบก็อาจไม่ได้หมายถึงการไม่มีอะไรจะพูด แต่อาจเป็นเพราะมีหลายอย่างที่อยากพูด แต่ไม่รู้ว่าจะพูดออกไปอย่างไร หรือไม่สามารถพูดออกไปได้
.
นอกจากความท้าทายด้านการแสดงแล้ว การทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความระมัดระวัง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับวัวจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง เพราะการถ่ายทำในโลเคชันต่างๆ ค่อนข้างเหนื่อย ทั้งจากสภาพอากาศ ความร้อน และการทำงานกับวัวที่ไม่สามารถควบคุมได้ง่ายเหมือนการทำงานกับนักแสดงทั่วไป ทุกคนจึงต้องเรียนรู้ธรรมชาติและนิสัยของวัวแต่ละตัว รวมถึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพราะการทำงานกับสัตว์จริงจำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมและพฤติกรรมของพวกเขาอยู่เสมอ
.
[ทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของคนคนหนึ่ง]
เมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากให้ผู้ชมได้รับกลับไปหลังชมภาพยนตร์ เจษไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนมองตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในแง่ดีหรือเห็นด้วยกับทุกการกระทำ แต่สิ่งที่เขาอยากให้เกิดขึ้น คือการลองทำความเข้าใจตัวละครทุกตัวให้มากขึ้น
.
แม้ภาพยนตร์จะเล่าเรื่องผ่านมุมมองของขวัญเป็นหลัก แต่เจษมองว่าตัวละครทุกตัวต่างมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง มีสิ่งที่ได้รับและสิ่งที่ต้องสูญเสีย รวมถึงมีความรู้สึกที่อาจไม่ได้ถูกเปิดเผยให้ผู้ชมเห็นทั้งหมด
.
“อยากให้คนดูพยายามเข้าใจตัวละครทุกตัว คือจริงๆ แล้วตัวละครทุกตัวมีเหตุผลในการกระทำหมด แล้วก็มีสิ่งที่ได้และสิ่งที่เสียหมด”
.
เจษยังมองว่าตัวละครทุกตัวต่างมีทั้งความรู้สึกรักตัวเองและไม่รักคนอื่นอยู่ในตัว เพียงแต่แสดงออกมาในบริบทและรูปแบบที่แตกต่างกัน การพยายามมองให้ลึกลงไปจึงอาจช่วยให้เราเข้าใจได้ว่าเหตุใดคนคนหนึ่งถึงเลือกทำบางอย่าง และอะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนั้น
.
“อย่าเพิ่งตัดสินเขาว่าคนนี้ทำไม่ดี คนนี้ทำดี อยากให้มองลึกๆ ถึงตัวละครทุกตัวว่าแต่ละคนทำไปทำไม”
.
คำพูดของเจษชวนให้เรากลับมาทบทวนวิธีที่ใช้มองผู้คนในชีวิตจริงด้วยเช่นกัน เพราะในหลายครั้ง เราอาจเห็นเพียงการกระทำที่เกิดขึ้นตรงหน้า แล้วรีบแบ่งคนออกเป็นฝ่ายถูกและฝ่ายผิด โดยไม่ได้รู้เลยว่าก่อนจะมาถึงจุดนั้น คนคนหนึ่งต้องผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง
.
อย่างไรก็ดีการทำความเข้าใจเบื้องหลัง ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเห็นด้วยหรือมองข้ามผลกระทบจากการกระทำเหล่านั้น แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เรามองเห็นความซับซ้อนของมนุษย์มากขึ้น และอาจช่วยให้เข้าใจว่าปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว หากยังมีปัจจัยและความสัมพันธ์หลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง
.
สำหรับเจษ หลังจากได้ทำความเข้าใจเรื่องราวและตัวละครมากขึ้น เขาก็เริ่มมองเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่คิด เพราะเรื่องราวลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงในสังคม และอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด
.
ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่องของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ยังเป็นการชวนให้ผู้ชมกลับไปมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เห็นผ่านข่าว หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว ว่าสิ่งเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร และสังคมควรช่วยกันดูแล แก้ไข และปรับปรุงอย่างไรบ้าง
.
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเข้าใจเหตุผลของใครสักคนอาจไม่ได้ทำให้ทุกอย่างถูกต้องขึ้นมาทันที แต่การไม่รีบตัดสินและยอมมองให้ลึกกว่าเดิม อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น
.
เจษทิ้งท้ายว่า ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ เป็นภาพยนตร์ที่นักแสดงและทีมงานทุกคนทุ่มเทอย่างมาก ทั้งการถ่ายทำในโลเคชันที่ยากลำบาก และการรับบทบาทที่มีความหนักหน่วงทางอารมณ์ แม้จะเป็นผลงานที่ท้าทายและมีความแปลกใหม่ แต่ทุกคนก็ภูมิใจกับสิ่งที่ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา
.
“ถ้ามีคนมองเห็นมันว่าเป็นผลงานที่ดีเรื่องหนึ่ง ผมว่าเราจะมีหนังดีๆ ออกมาอีกเต็มไปหมดในวงการภาพยนตร์ไทย”
.
บางทีสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้อยากชวนให้เราทำ อาจไม่ใช่การหาคำตอบว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลว แต่เป็นการลองหยุดมองคนคนหนึ่งให้นานขึ้นอีกนิด ก่อนจะตัดสินเขาจากสิ่งที่เห็นเพียงด้านเดียว เพราะเราอาจไม่มีทางรู้เลยว่า ภายใต้ความเงียบของใครบางคน มีเรื่องราวอะไรซุกซ่อนอยู่ หรือภายใต้การกระทำที่เราไม่เข้าใจนั้น มีความรู้สึกแบบไหนกำลังผลักดันเขาอยู่
.
ร่วมค้นหาคำตอบและทำความเข้าใจเรื่องราวของทุกตัวละคร ได้ในภาพยนตร์ ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ เข้าฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์
.
เรื่อง: นนทิดา เภาปิดตา
ภาพ: พีรพัฒน์ ดลราษี
.
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง #BrandThinkCinema
#jesjpp #Pimma_PiXXiE #chayanitpat #ยูกิไหทองคำ
Move on now available.🍀 retweeted
TAME เลี้ยงไม่เชื่อง ได้เข้าฉายต่อในสัปดาห์ที่สอง ทั้งเมเจอร์และSF ยังคงรอบฉายไว้ในหลายสาขาทั่วประเทศ เฉลี่ย 1-2 รอบฉายต่อวัน โดยรอบฉายล่วงหน้ายังคงมีถึงวันอาทิตย์นี้ ร่วมเป็นกำลังใจให้กับหนังไทยไปด้วยกัน รีบไปดูก่อนรอบฉายหมด
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง
น้ำตาจะไหล🥹 พี่ Major เพิ่มรอบฉายวันเสาร์-อาทิตย์แล้ว ทั้งใน กทม และต่างจังหวัดเลย
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง
Move on now available.🍀 retweeted
IG: thestandard.knd Post update
05/11/2026
“This too shall pass. เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
รับชมบทสนทนาของพี่บิ๊กและ ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส ได้ทาง YouTube และ Podcast
#คำนี้ดีFeaturing
꒰ #BibleWichapas #bsumone @biblesumett ♡ ꒱ (1)
บรรยากาศสุดอบอุ่นภายในงาน FLAVORS & GLOW by THE RIVER ที่ ICONSIAM PARK ชั้น 2 กับไบเบิ้ล วิชญ์ภาส และแฟนๆ 🎄✨
โซน FLAVORS & GLOW by THE RIVER ที่ ICONSIAM PARK เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 16:00-22:00 น. ตั้งแต่วันที่ 1-15 พ.ย. 69 พบกับร้านอาหารและเครื่องดื่มสุดชื่นใจพร้อมวิวหลักล้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทุกวัน 🥰
ICONSIAM FESTIVE x BIBLE
#BiblexICONSIAMBKKILLU
#ICONSIAMFLAVORSandGLOW #ICONSIAMBKKIllumination2026 #True5G #BibleWichapas
อยากให้ลองไปดูกันค่ะ แต่ถ้าใครยังไหว มาอ่านที่คนวิเคราะห์กันแล้วไปดูซ้ำอีกรอบก็ดี ได้เห็นอะไรชัดขึ้นอีกเยอะ
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง
พลังซัพพอร์ตสุดอบอุ่น! 🔥🐂
ขอบคุณทุกพลังของคนไม่ยอมเชื่องทุกคน
ที่ช่วยกัน #SAVETAME
ให้ ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ ได้ไปต่อ
.
รีบชวนเพื่อนไปสัมผัสความเดือดบนจอใหญ่พร้อมกัน
‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’
วันนี้ ในโรงภาพยนตร์
.
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง #BrandThinkCinema
#jesjpp #Pimma_PiXXiE #chayanitpat #ยูกิไหทองคำ
ตอนแรกรู้สึกว่ายศมันเลวแบบไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันเหี้ย แต่จริงๆ มันรู้ตัวดีว่าทำอะไร จากที่มันพูดตอนขวัญบอกจะไป กทม ว่า 'แกกลัวชั้นจะไปวุ่นวายกับแกอีกหรอ ไม่ต้องห่วง ชั้นอยู่เป็น'
แล้วตอนที่ขวัญปิดประตูห้องน้ำใส่ มันรู้ว่าขวัญไม่เชื่องกับมันแล้ว สายตามันเปลี่ยนไปเลยอ่ะ
Move on now available.🍀 retweeted
this movie cured my attention span #TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง #แมรี่archive
ไม่มีหาวไม่มีจืดไม่มียืด ความรู้สึกเหมือนอาบน้ำลงเตียงพร้อมตั้งแต่สองทุ่มแล้วเจอหนัง/หนังสือที่มันพอดีมือป่ะ แบบอ่านรวดเดียวได่จนจบ satisfied ในเวลาที่เหมาะ ไม่นอนดึก แต่ก็มีประเด็นให้ได้คิดต่อ แล้วก็นึก
เพิ่งสังเกตวิธีการเข้าหาขวัญของอิยศครั้งแรก ตอนซีนทำคลอดวัว มันเริ่มจากการเอาหัวพิงไหล่ ช้อนตามอง ขวัญนั่งนิ่งๆ ไม่หนี มันก็เริ่มหอมแก้มไปเรื่อยๆ อี๋มาก🤮
ขวัญดูนิ่ง แต่จริงๆ สายตาขวัญคือรู้สึกได้ว่าไม่ปกติ ไม่โอเค แต่ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง😢
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง









































