ยังเรียนไม่จบ|Publisher|Writer|Urbanist|Producer #TheLastBreathofSamYan| #OsloFreedomForum Speaker|#MilkTeaAlliance Activist| Conscientious Objector

Chulalongkorn University
Joined April 2019
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
Replying to @PolarKen
ผมยังเห็นเนติวิทย์โพสดีเฟนอุเทนอยู่เลย คงเกลียดจุฬาเข้าเส้นแบบ ศัตรูของจุฬาคือมิตร 55
1
1
3,150
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
Replying to @lazywahwah
ไม่หรอก ถ้าคนยึดหลักการจริงๆ ผมว่าสิ่งนี้น่านับถือกว่าคนที่ NIMBY ไรงี้นะ
3
6
477
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
ดราม่าอุเทนกับจุฬา สิ่งที่ชอบเห็นคือซ้ายจุฬาสุดใจนักเคลื่อนไหวหลายท่าน พอเป็นเรื่องอุเทนจะเหมือนกลับขั้วเลยทันที ความขวาทะลักเต็มปรอต คือนี่ก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้วเพราะไม่อินกับความซ้ายมากๆ แต่พอเห็นคนสัมผัสอะไรด้วยตัวเองแล้วขวาเป็นเรื่องๆ ก็เลิกคิ้วนิดหน่อย
2
11
21
3,866
นิติรามโดนนิติจุฬาเหยียด เลยเอาวิดยา/วิดกีจุฬา มาเหยียดแทนว่าจุฬาไม่ได้เข้ายากขนาดนั้น **พวกกุเกี่ยวไร** ถึงแม้คะแนนสายวิทย์สายสังคม มันจะเฟ้อฝืดต่างกัน และจุฬามันก็ยังคงเป็นมหาลัยที่คะแนนสูงสุดในไทย ก็เถอะนะ จุฬามีเรื่องให้ด่าล้านแปด พี่เลือกเอาเรื่องคะแนนมาด่า
49
1
110
9,184
เรียนที่ไหนก็เรียน ชาติหน้าไม่เกิดเป็นคนไทยก็พอแล้ว
7
3
430
3
4,034
21
5,602
105,466
ในอีกมุมหนึ่งเด็กแว้น เด็กอุเทน ก็สร้างความเดือดร้อนจริง ๆ เลยมีคนไม่ชอบเป็นทุนเดิม แต่ในสังคมที่พัฒนาแล้ว ควรจะหาทางช่วยเหลือแก้ปัญหา มากกว่าล้อเลียนซ้ำเติม เพราะคนกลุ่มนี้มักเป็นชนชั้นล่างที่ถูกสังคมกดทับ จึงแสดงออกเพื่อที่จะมีตัวตนในสังคมหรือได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน
9
2
18
2,126
นิสิตจุฬาทำคลิปล้ออุเทน นี่มันก็แนวเดียวกับคนไทยล้อเด็กแว้น เด็กช่าง ล้อเอ็มออนิว อะนะ คือล้อรสนิยมตลาดล่างนั่นแหละ ไม่เห็นด้วยหรอก มันคือ classism แต่ถามว่าแปลกใจไหม ก็ไม่ เพราะคนไทยขำกับอะไรแบบนี้อยู่แล้ว คอนเท้นมันถึงแมสจนคนทำตาม ๆ กัน ไงล่ะ เป็นทั้งสังคมไทย
ครับ งั้นคนเก่งช่วยอธิบายคอนเทนท์นี้หน่อยสิค้าบ
1
49
69
5,774
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
Replying to @_winterlynn
ไม่สมควรมีใครโดนทั้งคู่
2
16
69
44,958
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
ผมอยากร้องขอต่อชุมชนศิลปินทุกประเภท นักร้อง นักแสดง นักดนตรี ฯลฯ ให้ใช้ความสามารถของท่านช่วยเหลือศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ผมเชื่อว่าคนเล็กคนน้อยหากรวมพลังกันทำอะไรได้ทรงพลัง นายทุนใหญ่ใช้ artwashing เพื่อทำลายชุมชน และผลักราคาที่ดินให้สูง ถึงเวลาผนึกพลังให้เห็นการต่อต้าน
ประเด็นศาลเจ้าแม่ทับทิมไม่ใช่แค่เรื่องศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น แต่คือการต่อต้าน gentrification ต่อต้านเมืองเก็งกำไร ไม่ใช่ที่อยู่ เมืองเป็นธรรม เข้าถึงได้ ของชุมชน ของนิสิต ของคนธรรมดาสามัญ เรากำลังสูญเสียเมืองเหล่านี้ให้กับทุนใหญ่มากขึ้นทุกที อยากให้ทุกคนมาช่วยกันสู้เรื่องนี้ครับ
1
2,345
13
702
500,252
ยังไม่ทันเปิดก็เจ๊ง!!! จุฬาไปทำบาปกรรมอะไรมาน้อออออ 😬 คอนโดก็ขายไม่ออก ตึกก็สร้างไม่เสร็จ 😭
ทรัพย์สินจุฬาฯ บอกเลิกสัญญาก่อสร้าง ‘หมอน 33’ กับเพาเวอร์ไลน์ สั่งปิดพื้นที่ 7 วัน ยังไร้ความชัดเจนชะตากรรมแรงงานที่ถูกค้างค่าจ้าง . วันที่ 26 ตุลาคม 2569 สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ออกประกาศควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่ก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 บริเวณสวนหลวง-สามย่าน ภายหลังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกเลิกสัญญาจ้างก่อสร้างกับบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE โดยสั่งปิดพื้นที่ก่อสร้าง ห้ามบุคคลเข้า-ออกทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 รวม 7 วัน . ประกาศดังกล่าวระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย ป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สิน และรักษาสภาพพื้นที่สำหรับการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป โดยตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการเข้า-ออกพื้นที่จะต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า ส่วนการนำเครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้าง หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากโครงการจะต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตจากสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ โดยกำหนดให้เข้า-ออกได้เฉพาะวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09:00–16:00 น. . อย่างไรก็ตาม การบอกเลิกสัญญาก่อสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างแรงงานในโครงการหมอน 33 ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 1 ปี โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตัวแทนแรงงานก่อสร้างร่วมกับนิสิตนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีบริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ ค้างจ่ายค่าจ้างแรงงาน โดยกลุ่มแรงงานระบุว่าไม่ได้รับค่าจ้างตามกำหนดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ส่งผลให้ประสบปัญหาด้านการดำรงชีวิตและภาระหนี้สิน . ที่ผ่านมา สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ เคยชี้แจงว่าได้ชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ และได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมเร่งรัดให้บริษัทจ่ายค่าจ้างแก่แรงงาน หลังได้รับทราบข้อร้องเรียน อย่างไรก็ดี ปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างของบริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ ยังคงปรากฏเป็นข้อร้องเรียนต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา . แม้จุฬาฯ จะบอกเลิกสัญญาก่อสร้างกับเพาเวอร์ไลน์ฯ แล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนว่าแรงงานในโครงการหมอน 33 ได้รับค่าจ้างค้างจ่ายไปแล้วมากน้อยเพียงใด เหลือแรงงานที่ยังไม่ได้รับเงินอีกกี่คน รวมถึงจะมีแนวทางชำระค่าจ้างและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไรภายหลังการยกเลิกสัญญา ขณะนี้อยู่ในระหว่างหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปว่าเพาเวอร์ไลน์ฯ​ และจุฬาฯ จะรับผิดชอบต่อแรงงานอย่างไร
1
5
9
2,680
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
Chulalongkorn Terminates Nearly THB 3 Billion Block 33 Construction Contract with Power Line, Unpaid Workers Still Face an Uncertain Future . 26 October 2026 – Property Management of Chulalongkorn University (PMCU) issued a notice restricting access to the Block 33 construction site in the Suan Luang–Sam Yan area, following the university's termination of its construction contract with Power Line Engineering Public Company Limited (PLE). The site will be completely closed to all entry and exit for seven days, from 26 October to 1 November 2026. . Block 33 is a major property development project owned by Chulalongkorn University. In 2020, Power Line Engineering signed a construction contract with the university worth THB 2.957 billion, covering approximately 154,400 square metres of construction area. The project has faced repeated construction delays. . According to PMCU, the closure is intended to ensure safety, protect property, and preserve the site for future operations. From 2 November onwards, anyone wishing to enter or leave the construction site must obtain prior permission, while the removal of machinery, construction equipment, or other assets will require inspection and approval from PMCU. . However, the contract termination comes amid a prolonged dispute over unpaid wages at the Block 33 construction site, which has continued for more than a year. Workers have reported that they have not received wages owed to them since June 2025, leaving many struggling with daily living expenses and mounting debts. . The dispute has prompted student-led efforts to demand justice for affected workers. On 18 June 2026, students from four universities – Chulalongkorn University, Thammasat University, Chiang Mai University, and Srinakharinwirot University – joined construction workers in submitting a petition to the House of Representatives' Committee on Labour. They called for an investigation into Power Line Engineering's alleged failure to pay wages and urged the relevant authorities to ensure that workers receive the money owed to them. . Within six days, nearly 100 workers from construction sites across Thailand submitted another petition to the parliamentary committee, revealing that the wage dispute extended far beyond Block 33. Workers alleged that unpaid wages affected as many as 46 Power Line Engineering construction sites nationwide, including projects at the Parliament complex, Don Mueang, Khlong Sip Pharmaceutical Factory, One Bangkok, and dozens of other locations. . Meanwhile, a group of students established a fundraising food stall called "Pak Bung Su Tai" (ผักบุ้งสู้ตาย or the Morning Glory Collective), generating income to support daily-wage construction workers affected by the dispute at Block 33, where a condominium development is being built around the Chao Mae Thapthim Shrine of Saphan Lueang. . On 14 October 2026, the Democracy Promotion Division of Chulalongkorn University's Political Science Student Union visited Power Line Engineering's headquarters to deliver 100 letters demanding urgent action over unpaid wages, which students said had remained unresolved for more than 500 days. . A week later, on 21 October, representatives of the Political Science Student Union submitted another petition to PMCU, demanding updates on the dispute and calling on the university, as the project owner, to take a more active role in addressing the workers' grievances. . PMCU has previously stated that it had made construction payments to Power Line Engineering and had taken steps to investigate the complaints and urge the company to pay the affected workers. Nevertheless, complaints concerning unpaid wages have continued to surface over recent months. . Although Chulalongkorn University has now terminated its nearly THB 3 billion construction contract with Power Line Engineering, but no clear actions yet on how the workers who helped build Block 33 will receive their unpaid wages, and who will take responsibility for ensuring that their claims are resolved. . It remains unclear how much of the outstanding wages has been paid, how many workers are still awaiting payment, and what measures will be taken to settle outstanding wage claims or support affected workers following the contract termination. . PMCU has yet to publicly clarify any specific compensation or assistance measures for the workers. The Unlock is seeking further information from Power Line Engineering and Chulalongkorn University regarding their next steps to address the unresolved wage dispute and the future of those affected.
1
1
502
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
ทรัพย์สินจุฬาฯ บอกเลิกสัญญาก่อสร้าง ‘หมอน 33’ กับเพาเวอร์ไลน์ สั่งปิดพื้นที่ 7 วัน ยังไร้ความชัดเจนชะตากรรมแรงงานที่ถูกค้างค่าจ้าง . วันที่ 26 ตุลาคม 2569 สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ออกประกาศควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่ก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 บริเวณสวนหลวง-สามย่าน ภายหลังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกเลิกสัญญาจ้างก่อสร้างกับบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE โดยสั่งปิดพื้นที่ก่อสร้าง ห้ามบุคคลเข้า-ออกทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 รวม 7 วัน . ประกาศดังกล่าวระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย ป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สิน และรักษาสภาพพื้นที่สำหรับการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป โดยตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการเข้า-ออกพื้นที่จะต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า ส่วนการนำเครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้าง หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากโครงการจะต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตจากสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ โดยกำหนดให้เข้า-ออกได้เฉพาะวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09:00–16:00 น. . อย่างไรก็ตาม การบอกเลิกสัญญาก่อสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างแรงงานในโครงการหมอน 33 ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 1 ปี โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตัวแทนแรงงานก่อสร้างร่วมกับนิสิตนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีบริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ ค้างจ่ายค่าจ้างแรงงาน โดยกลุ่มแรงงานระบุว่าไม่ได้รับค่าจ้างตามกำหนดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ส่งผลให้ประสบปัญหาด้านการดำรงชีวิตและภาระหนี้สิน . ที่ผ่านมา สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ เคยชี้แจงว่าได้ชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ และได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมเร่งรัดให้บริษัทจ่ายค่าจ้างแก่แรงงาน หลังได้รับทราบข้อร้องเรียน อย่างไรก็ดี ปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างของบริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ ยังคงปรากฏเป็นข้อร้องเรียนต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา . แม้จุฬาฯ จะบอกเลิกสัญญาก่อสร้างกับเพาเวอร์ไลน์ฯ แล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนว่าแรงงานในโครงการหมอน 33 ได้รับค่าจ้างค้างจ่ายไปแล้วมากน้อยเพียงใด เหลือแรงงานที่ยังไม่ได้รับเงินอีกกี่คน รวมถึงจะมีแนวทางชำระค่าจ้างและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไรภายหลังการยกเลิกสัญญา ขณะนี้อยู่ในระหว่างหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปว่าเพาเวอร์ไลน์ฯ​ และจุฬาฯ จะรับผิดชอบต่อแรงงานอย่างไร
1
36
1
17
6,469
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
ที่ดินเป็นของจุฬาฯ แล้วจะทำอะไรก็ได้จริงหรือ? . ในข้อถกเถียงเรื่องการย้ายอุเทนถวาย มีความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่า “ที่ดินเป็นของจุฬาฯ จะเอาไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู หรือทำอะไรก็ได้ อุเทนถวายไม่มีสิทธิไปยุ่ง” ขณะเดียวกัน ยังมีความคิดเห็นที่เรียกร้องให้ยุบสถานศึกษา หรือเหมารวมว่านักศึกษาอุเทนถวายทุกคนเป็นพวกใช้ความรุนแรง ไม่สมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ . ความคิดเห็นเหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า การมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินหมายถึงการมีอำนาจทำอะไรก็ได้จริงหรือ และเหตุใดข้อพิพาทเรื่องที่ดินจึงกลายเป็นเหตุผลให้บางคนปฏิเสธศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายดายเช่นนี้ . ก่อนอื่นต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณอุเทนถวายตามกฎหมาย แต่การมีกรรมสิทธิ์กับการใช้กรรมสิทธิ์อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมเป็นคนละเรื่องกัน เพราะการมีสิทธิตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าทุกการตัดสินใจของผู้ทรงสิทธิจะต้องถูกต้อง เหมาะสม หรือพ้นจากการตรวจสอบของสาธารณชนเสมอไป . ยิ่งเมื่อเจ้าของที่ดินเป็นมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเจ้าของทรัพย์สิน แต่ยังเป็นสถาบันการศึกษาที่มีพันธกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม การตัดสินใจว่าจะใช้ที่ดินอย่างไรจึงไม่ควรถูกพิจารณาจากกรรมสิทธิ์หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว . แม้แต่พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 มาตรา 18 ยังระบุว่า บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยต้องจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา 7 ซึ่งครอบคลุมทั้งการศึกษา การวิจัย การบริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ขณะที่มาตรา 8 กำหนดให้มหาวิทยาลัยดำเนินการโดยยึดหลักความรับผิดชอบต่อรัฐและสังคม รวมถึงการบริหารงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ . แน่นอนว่า บทบัญญัติเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจุฬาฯ ไม่สามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ แต่สะท้อนว่า อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่ได้แยกขาดจากวัตถุประสงค์ทางการศึกษาและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ . ลองคิดดูว่า หากการเป็นเจ้าของที่ดินหมายถึงการมีสิทธิทำอะไรก็ได้จริง สมมุติว่าวันหนึ่งจุฬาฯ ตัดสินใจลดพื้นที่เพื่อการศึกษาเหลือเพียงร้อยละ 1 ของพื้นที่ทั้งหมด แล้วนำพื้นที่ส่วนที่เหลือไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ เราจะยอมรับโดยไม่มีข้อสงสัยหรือไม่ เพียงเพราะว่ามหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของที่ดิน? แน่นอนว่าแนวคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะมหาวิทยาลัยมีพันธกิจทางการศึกษาและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ไม่ใช่เพียงการแสวงหาผลตอบแทนจากทรัพย์สิน . ลองอีกกรณีหนึ่งที่อ้างอิงจากสถานการณ์จริง หากมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งมีโรงเรียนสำหรับเด็กจากครอบครัวรายได้น้อยตั้งอยู่มาหลายสิบปี แล้ววันหนึ่งต้องการรื้อโรงเรียนเพื่อสร้างโครงการพาณิชย์ที่สร้างรายได้มากกว่า เราจะบอกเด็กเหล่านั้นเพียงว่า “ที่ดินไม่ใช่ของเธอ เจ้าของจะทำอะไรก็ได้” โดยไม่สนใจว่าเด็กจะไปเรียนที่ไหนได้หรือไม่ อย่างนั้นหรือ? . หรือสถานการณ์ที่ใกล้ตัวทุกคนมากขึ้นอย่างกรณีโรงภาพยนตร์สกาลาที่ถูกรื้อถอนในปี 2564 เราควรบอกหรือไม่ว่าประชาชนไม่มีสิทธิแม้แต่จะคัดค้านที่จุฬาฯ ทำให้ต้องสูญเสียมรดกทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม เพราะที่ดินเป็นของจุฬาฯ ไม่ใช่ของประชาชน อย่างนั้นหรือ? . เช่นเดียวกับกรณีอุเทนถวาย แม้จุฬาฯ จะมีสิทธิเรียกคืนพื้นที่ แต่การย้ายสถานศึกษาที่เปิดดำเนินการมายาวนานย่อมมีผลกระทบต่อชีวิตและการศึกษาของนักศึกษา จึงต้องพิจารณาถึงผู้ได้รับผลกระทบด้วยว่าจะสามารถเรียนต่อได้อย่างไร มีสถานที่และอุปกรณ์รองรับเพียงพอหรือไม่ และพวกเขาได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตทางการศึกษาของตนเองมากน้อยเพียงใด . ในทางตรรกศาสตร์ การสรุปว่า “เป็นเจ้าของที่ดิน ดังนั้นจะทำอะไรก็ได้ และคนอื่นไม่มีสิทธิคัดค้าน” เป็นข้อสรุปที่ไม่ได้ตามมาจากเหตุผลตั้งต้น เพราะกรรมสิทธิ์ไม่ใช่อำนาจที่ปราศจากขอบเขต โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของเป็นมหาวิทยาลัยที่มีพันธกิจต่อสาธารณะ . ปัญหาอยู่ที่การใช้กรรมสิทธิ์เป็นเหตุผลตัดบททุกคำถามเรื่องความเป็นธรรม เมื่อคำว่า “เจ้าของมีสิทธิ” ถูกใช้เพื่อบอกว่าผู้ได้รับผลกระทบไม่มีสิทธิแม้แต่จะส่งเสียง กรรมสิทธิ์ก็เลยกลายเป็นเครื่องมือของความรุนแรงเชิงโครงสร้าง แม้จะไม่มีการใช้กำลังทางกายภาพก็ตาม . สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ การเหมารวมและลดทอนความเป็นมนุษย์ของนักศึกษาอุเทนถวาย เราอาจวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความรุนแรงระหว่างสถาบันอย่างจริงจัง เรียกร้องให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบ หรือเสนอให้ปฏิรูปวัฒนธรรมของสถานศึกษาได้ เพราะปัญหาความรุนแรงไม่ควรถูกมองข้ามหรือได้รับการยกเว้นเพียงเพราะความผูกพันต่อสถาบัน . แต่การตัดสินว่านักศึกษาทุกคนเป็นอันธพาล หรือเรียกร้องให้ยุบสถานศึกษาโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง ก็เป็นการเหมารวมที่ไม่เป็นธรรมต่อนักศึกษาเหล่านั้น . นักศึกษาคนหนึ่งอาจไม่เคยเกี่ยวข้องกับความรุนแรงเลย เขาอาจเพียงต้องการเรียนวิชาชีพเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่กลับถูกตัดสินจากชื่อสถาบันบนเสื้อที่สวมใส่ เรากำลังปล่อยให้อคติต่อสถาบันหนึ่งกลายเป็นเหตุผลในการปฏิเสธคุณค่าของคนทั้งกลุ่มหรือไม่? . นักปรัชญา Avishai Margalit เสนอไว้ในหนังสือ 'The Decent Society' ว่า สังคมที่ดีควรเป็นสังคมที่สถาบันต่างๆ ไม่ทำให้ผู้คนภายใต้อำนาจของตนต้องถูกเหยียดหยามหรือลดทอนศักดิ์ศรี แนวคิดนี้ชวนให้เรามองเห็นว่า การจัดการข้อพิพาท ไม่ใช่เพียงว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ และต้องถามด้วยว่าผู้ได้รับผลกระทบได้รับการรับฟังและปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีเพียงใด . ในกรณีอุเทนถวาย การย้ายสถานศึกษาอาจมีเหตุผลรองรับ การปฏิรูปอุเทนถวายอาจจำเป็น และปัญหาความรุนแรงต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการเหมารวม ดูหมิ่น หรือทำให้เสียงของนักศึกษากลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย . การมีสิทธิคัดค้านไม่ได้หมายความว่ามีสิทธิอยู่ในพื้นที่ตลอดไป เช่นเดียวกับการไม่มีกรรมสิทธิ์ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับผลกระทบต้องเงียบเสียง . ท้ายที่สุด ข้อถกเถียงเรื่องอุเทนถวายไม่ควรจบลงเพียงแค่ว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราจะใช้อำนาจอย่างไรให้เป็นธรรม จะจัดการผลกระทบต่อผู้คนอย่างไร และจะคลี่คลายความขัดแย้งโดยไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของกันและกันได้อย่างไร . เพราะกรรมสิทธิ์อาจตอบได้ว่าใครมีอำนาจเหนือที่ดิน แต่ไม่ได้ทำให้ใครมีอำนาจตัดสินคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น . เรื่อง: ชมพูรู้ราก
1
2
3
658
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
1
5
4
398
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
“ขอให้เห็นแก่คนไทยบ้าง” ย้อนจดหมายเปิดผนึกปี 2505 ถึงจุฬาฯ เมื่อการพัฒนาที่ดินทำให้ชุมชนและโรงเรียนต้องหลีกทางให้อาคารพาณิชย์ . การพัฒนาที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมาทำให้คนจำนวนมากต้องย้ายถิ่นที่อยู่ ร้านรวงนับร้อยต้องทยอยปิดกิจการ โรงเรียนขนาดเล็กอย่างโรงเรียนสวนหลวง และโรงเรียนศึกษาวัฒนา ต้องปิดตัวลง เพื่อหลีกทางให้ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และคอนโดมิเนียม สิ่งเหล่านี้มิได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ใม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่จุฬาฯ ทำมาตลอดเพื่อ “พัฒนา” พื้นที่ “เสื่อมโทรม” โดยอ้างว่าทำเพื่อการศึกษา . ย้อนกลับไปเมื่อปี 2505 (ค.ศ. 1962) ซึ่งอยู่ในช่วงที่จุฬาฯ กำลังว่าจ้างบริษัท วังใหม่ จำกัด ของหลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ (แถม เพชรเกษม) ให้เข้าทำการอพยพย้ายถิ่นผู้คนเรือนหมื่นที่ปลูกตึกแถวและสร้างบ้านเรือนพักอาศัยอยู่บนที่ดินของมหาวิทยาลัย พร้อมกับสร้างอาคารพาณิชย์ขึ้นบนที่ดินดังกล่าว แลกกับการที่บริษัทฯ มีสิทธิเก็บค่าเช่าในระยะหนึ่ง ก่อนส่งมอบคืนให้แก่จุฬาฯ ในปีนั้น มีผู้ใช้นามปากกาว่า “โรงเรียนเล็กๆ” เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีลงคอลัมน์ 'ฟ้องประชาชน' ของหนังสือพิมพ์ไทรายวัน ฉบับวันที่ 17 กรกฎาคม 2505 . จดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวจั่วหัวด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “ขอให้เห็นแก่คนไทยบ้าง” แล้วตามด้วยการบอกเล่าความทุกข์ของผู้เช่าที่ดินที่ถูกขับไล่ ภายใต้กำหนดระยะเวลาอันจำกัด เมื่อย้ายออกจากพื้นที่แล้ว ก็ยากที่ผู้พักอาศัยเดิมจะกลับเข้ามาอยู่ในพื้นที่ได้ เนื่องจากจำนวนเงินกินเปล่า (แป๊ะเจี๊ยะ) ที่จำเป็นต้องจ่ายให้บริษัท วังใหม่ จำกัด นั้นมากเกินกว่าที่ “คนไทย” จะจ่ายไหว ผู้เขียนย้ำว่าจุฬาฯ ได้รับพระราชทานที่ดินเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษา โดยปล่อยเช่าพื้นที่ซึ่งยังว่างอยู่ให้เอกชนปลูกอาคารที่อยู่อาศัยเพื่อเก็บเงินมาใช้บำรุงมหาวิทยาลัย การสร้างอาคารพาณิชย์จึงขัดต่อพระราชประสงค์ . “ที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระราชทานไว้เพื่อสร้างเป็นสถานศึกษา ส่วนพื้นที่เหลืออยู่ยังมิได้สร้างสถานศึกษา ทางการก็อนุโลมให้เอกชนเช่าเพื่อปลูกอาคารที่อยู่พักอาศัยเพื่อเก็บผลประโยชน์บำรุงมหาวิทยาลัย ทางการมิได้มีจุดประสงค์ที่จะให้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลย แม้ตามสัญญาเช่าที่ดินต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็บ่งไว้ว่าเมื่อทางการจะต้องการที่ดินเพื่อสร้างสถานศึกษา ก็จะบอกกล่าวเลิกสัญญาแก่ผู้ปลูกสร้างอาคารพำนักอยู่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 ปี เมื่อปรากฏในลักษณะเช่นที่กล่าวมาแล้วนี้ มิเป็นการปฏิบัติที่ผิดพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านที่ได้ทรงพระราชทานที่ดินแปลงนี้ไว้เพื่อก่อสร้างสถานศึกษา แต่เมื่อมาทำการก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์เสียเช่นนี้แล้ว ต่อไปก็จะกล่าวได้ว่า ไม่มีพื้นที่ดินที่จะก่อสร้างมหาวิทยาลัยเพิ่มเติมขึ้นได้อีก” . จากนั้น ผู้เขียนได้กล่าวถึงโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนอาชีวะที่จำเป็นต้องถูกรื้อถอน ตามแผนอพยพคนเพื่อพัฒนาที่ดินของบริษัทวังใหม่ฯ แล้วย้ำว่าการกระทำดังกล่าวขัดกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมการศึกษาของประชาชน ดังความว่า . “อนึ่ง ในพื้นที่ดินที่จะทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ขึ้นนี้ก็มีประชาชนคนไทยสร้างอาคารดำเนินการเป็นสถานศึกษาให้ความรู้อบรมย์กุลบุตรกุลธิดาในลักษณะโรงเรียนราษฎร์และโรงเรียนอาชีวะศึกษาอยู่หลายโรงเรียน ซึ่งจะต้องถูกขับไล่ให้รื้อถอนโยกย้ายไปเพื่อปลูกสร้างขึ้นเป็นอาคารพาณิชย์แทน เช่นนี้จะมิเป็นการขัดกันกับนโยบายของรัฐบาลในอันที่จะส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการศึกษาถ้วนทุกตัวบุคคล . ... ข้าพเจ้าใคร่จะขอวิงวอนให้ทางงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแบ่งอาคารที่จะก่อสร้างขึ้นใหม่ให้แก่ผู้ที่ดำเนินการเป็นสถานศึกษาแล้ว เพื่อเช่าเป็นสถานที่ดำเนินการศึกษาต่อไป ... หรือทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะจัดหาพื้นที่แห่งใหม่ให้ทำการก่อสร้างต่อไปก็จะเป็นร่วมมือสนับสนุนการศึกษาแก่อนุชนของชาติ” . เรื่อง: พลังหมู
1
7
2
585
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
จากโคคากลายเป็นอะไร? 4 ปีที่สยามสร้างใหม่ไม่เสร็จ จุฬาฯ เสียโอกาสไปเท่าไหร่ . พื้นที่อาคารพาณิชย์บริเวณแยกเฉลิมเผ่า ริมถนนอังรีดูนังต์ หนึ่งในทำเลสำคัญของสยามสแควร์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของร้าน "โคคา สุกี้" ถูกประกาศว่าจะพัฒนาเป็น GUMP SIAM LIVE คอมมูนิตี้สเปซ(อีกแล้ว)แห่งใหม่ใจกลางสยามมาตั้งแต่หลายปีก่อน แต่จนถึงเดือนตุลาคม 2569 หลายคนก็ยังเห็นโครงการแห่งนี้ยังคง "พัฒนา" อยู่ . หลายคนที่ผ่านแยกเฉลิมเผ่าทุกวันคงสังเกตถึงความล่าช้าในการสร้างตึกใหม่แห่งนี้ (ซึ่งก็ทุบตึกเก่าที่สวยงามของโคคาไป) จนอดนึกถึงไม่ได้ว่าผลกระทบด้านรายได้ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่อาจเกิดขึ้นเป็นเช่นไร สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) เองก็ไม่ได้เปิดเผยสถานะของโครงการและเงื่อนไขการบริหารพื้นที่นี้อย่างชัดเจน สาธารณชนอย่างเราๆ จึงต้องคาดเดากันต่อไป . ปรากฏว่ากำหนดเปิดโครงการใหม่แห่งนี้ถูกเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 PMCU ได้เชิญ Gump’s เข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่ Block G เขตพาณิชย์สยามสแควร์ บริเวณแยกเฉลิมเผ่า จุดตัดถนนอังรีดูนังต์กับถนนพระรามที่ 1 เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม ภายใต้ชื่อ "GUMP SIAM LIVE" โดยข้อมูลที่เผยแพร่ในขณะนั้นระบุว่าโครงการใช้งบลงทุนกว่า 250 ล้านบาท และมีแผนเปิดตัวในเดือนกันยายน 2565 . ต่อมา PMCU เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาสยามสแควร์ โดยระบุว่า GUMP SIAM LIVE อยู่ระหว่างก่อสร้าง และ "คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2566" อย่างไรก็ตาม โครงการยังไม่เปิดตามช่วงเวลาดังกล่าว . เดือนกรกฎาคม 2567 THE STANDARD LIFE รายงานว่า GUMP SIAM LIVE ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง PMCU และ Gump’s จะเป็นอาคาร 5 ชั้น บริเวณทางเข้าสยามสแควร์ฝั่งถนนอังรีดูนังต์ และในเวลานั้นกำหนดเปิดถูกขยับออกไปเป็นประมาณต้นปี 2568 ปลายเดือนตุลาคม 2567 ยังมีการประกาศความร่วมมือเพิ่มเติมระหว่าง Gump’s Group กับผู้บริหาร LOVEiS Entertainment เพื่อพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด “The Iconic Live Space” โดยข้อมูลประชาสัมพันธ์ระบุอีกครั้งว่าโครงการจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2568 . นั่นหมายความว่า นับจากกำหนดเปิดครั้งแรกในเดือนกันยายน 2565 จนถึงเดือนตุลาคม 2569 เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว ปัจจุบันพื้นที่บางส่วนยังคงอยู่ในสภาพกำลังดำเนินงานก่อสร้าง และประชาคมในจุฬาฯ ก็กังวลว่าโครงการใช้เวลาพัฒนายาวนานกว่ากำหนดเดิมมาก ขณะเดียวกัน ในระหว่างที่โครงการยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็ยังไม่มีการจัดเก็บค่าเช่าจากผู้พัฒนาโครงการ (อ้างอิงจากแหล่งข่าว) และทำให้มหาวิทยาลัยสูญเสียรายได้จำนวนมากตลอดเวลาที่ผ่านมา . อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังไม่สามารถยืนยันข้อกังวลเรื่องการไม่ชำระค่าเช่าหรือมูลค่าความเสียหายได้ เนื่องจากยังไม่มีสัญญา รายละเอียดค่าเช่า หรือเอกสารทางการเงินที่สามารถตรวจสอบได้ในทางสาธารณะ . แต่โครงการนี้ได้รับพื้นที่จาก PMCU มาตั้งแต่ปี 2564 และมีกำหนดเปิดที่ถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งจากปี 2565 สู่ปี 2566 และต่อมาสู่ปี 2568 เมื่อทรัพย์สินใจกลางกรุงเทพฯ ของมหาวิทยาลัยถูกส่งมอบให้เอกชนพัฒนาเป็นเวลาหลายปี PMCU มีหลักเกณฑ์กำกับโครงการอย่างไร และมหาวิทยาลัยได้รับผลตอบแทนจากพื้นที่ดังกล่าวในช่วงเวลานี้อย่างไร . PMCU เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารพื้นที่และทรัพย์สินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงพื้นที่พาณิชย์ขนาดใหญ่ตั้งแต่สยามสแควร์จนถึงสามย่าน สวนหลวงจนถึงบรรทัดทอง บนเว็บไซต์ของ PMCU เอง สยามสแควร์ถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่พาณิชย์ที่มีศักยภาพสูง มีทั้งอาคารพาณิชย์และพื้นที่กิจกรรมสำหรับให้เช่า และเป็นหนึ่งในทรัพย์สินสำคัญใจกลางเมืองของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น หากพื้นที่บางส่วนถูกนำไปพัฒนาเป็นโครงการระยะยาว แต่ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ตามกำหนด มหาวิทยาลัยจึงมีส่วนสำคัญที่จะต้องอธิบายต่อสาธารณะด้วย ถึงค่าเสียโอกาส การจัดเก็บผลประโยชน์ และความรับผิดชอบของคู่สัญญา . นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รายละเอียดของสัญญามีความสำคัญยิ่ง หากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ บุคคลทั่วไปในประชาคมก็ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีของการพัฒนา GUMP SIAM LIVE มหาวิทยาลัยได้รับหรือควรได้รับผลตอบแทนเท่าใด และความล่าช้าที่เกิดขึ้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขใดของสัญญา . เรื่อง: พีระสิทธิ์ ทวนคลื่น
1
3
2
917
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
นิสิตจุฬาฯ ร่วมเวทีอุเทนถวาย ค้านคำสั่งหยุดเรียน 90 วัน ตั้งคำถามจุฬาฯ ใช้ที่ดินเพื่อการศึกษาหรือพาณิชย์ ชี้รายได้เพิ่มแต่คุณภาพชีวิตนิสิตไม่ดีขึ้น . วันที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 13:30 น. ที่ใต้อาคาร 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย ภูมิยศ ลาภณรงค์ชัย นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “ที่ดินอุเทนถวายสำคัญอย่างไร? กับใคร” ร่วมกับจตุพร พรหมพันธุ์ แก้วสรร อติโพธิ และนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย ท่ามกลางข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับอุเทนถวาย . ภายในงาน ภูมิยศแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับคำสั่งระงับการจัดการเรียนการสอนภายในพื้นที่อุเทนถวายเป็นเวลา 90 วัน โดยระบุว่าเห็นใจนักศึกษาอุเทนถวายที่ไม่สามารถเข้าเรียนและฝึกปฏิบัติในสถานศึกษาได้ตามปกติ พร้อมเปรียบเทียบว่า หากตนเองในฐานะนิสิตรัฐศาสตร์ถูกห้ามอ่านหนังสือ ก็คงไม่ต่างจากการที่นักศึกษาอุเทนถวายถูกจำกัดโอกาสในการฝึกปฏิบัติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในสายวิชาชีพ . ภูมิยศยังตั้งคำถามถึงทิศทางการบริหารที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมองว่ามหาวิทยาลัยนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในสัดส่วนที่มากกว่าพื้นที่เพื่อการศึกษา จึงชวนให้ตั้งคำถามว่า ปัจจุบันจุฬาฯ ยังให้ความสำคัญกับพันธกิจด้านการศึกษาเป็นอันดับแรกอยู่หรือไม่ หรือกำลังให้ความสำคัญกับการแสวงหารายได้จากอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการจัดการศึกษาและประโยชน์สาธารณะ . นอกจากนี้ นิสิตจุฬาฯ ยังตั้งข้อสังเกตการบริหารจัดการพื้นที่ของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีประชาชนและชุมชนจำนวนมากต้องย้ายออกจากพื้นที่เพื่อเปิดทางให้โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พร้อมยกตัวอย่างโครงการสามย่านมิตรทาวน์และจามจุรีสแควร์ในภาพรวมของการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ตลอดจนพื้นที่บล็อก 28 บล็อก 33 และดราก้อนทาวน์ ซึ่งเขามองว่าบางโครงการไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและไม่ได้สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนอย่างคุ้มค่า . ภูมิยศกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้แต่หน่วยงานราชการ สถานีตำรวจ และโรงเรียน ก็ได้รับผลกระทบจากแนวทางการจัดการที่ดินของจุฬาฯ จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวยังคงยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก หรือมุ่งสร้างผลประโยชน์ให้แก่ใครเป็นสำคัญ . ขณะเดียวกัน ภูมิยศตั้งข้อสังเกตว่า แม้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะมีรายได้จากการบริหารทรัพย์สินเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตและสวัสดิการของนิสิตกลับไม่ได้รับการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับรายได้ดังกล่าว โดยเฉพาะสภาพความเป็นอยู่ของนิสิตในหอพักมหาวิทยาลัยที่ยังคงเผชิญปัญหาเดิมมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ สะท้อนคำถามว่ารายได้ที่มหาวิทยาลัยได้รับถูกนำกลับมาพัฒนาคุณภาพการศึกษาและชีวิตของนิสิตอย่างเหมาะสมเพียงใด . ในช่วงท้าย ภูมิยศแสดงความกังวลว่า หากมีการย้ายอุเทนถวายออกจากพื้นที่เดิม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอาจนำที่ดินดังกล่าวไปพัฒนาเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยอ้างถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารของโครงการพัฒนาพื้นที่จุฬาฯ ในอดีต ก่อนแสดงจุดยืนสนับสนุนให้นักศึกษาและประชาคมอุเทนถวายยืนหยัดต่อสู้เพื่อรักษาพื้นที่การศึกษาและสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาของตนเองต่อไป
5
1
2
1,187
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
在著名学者高斌自杀六十年后,一位年轻作者从跳蚤市场上偶然发现了高的一些文稿,并由此开启了对高斌生平的探寻——这段历程让作者在今昔之间看到了某种呼应。 @MinjianArchives 独家报道. 中/英。免费阅读: chinaunofficialarchives.subs…
2
23
3
77
10,810
✔️ สิ่งที่จะได้รับ: - เรียนจบ รับระบบกลับบ้านทันที - กล่อง Slip-Box อนาล็อกส่วนตัวพร้อมใช้งาน - ร่างโครงร่างบทความจริงที่สกัดจากความคิดคุณ - ทักษะการจดโน้ตที่นำไปปรับใช้ได้ทั้งกระดาษและแอปดิจิทัล
1
1
1,035