Pinned Tweet
ไปเจอเนื้อหานึงที่เขึยนถึงการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่โอกาส แต่คือการเลือกตัดสินใจของเรา ซึ่งการต้องเลือกเนี่ยแหละ มันมีเส้นบาง ๆ หลายเส้นให้เราต้องพยายามใช้ความกล้าในการตัดสินใจข้ามไปให้ได้ แต่บางคนก็คิดเยอะจนไม่กล้าเลือก แล้วต้องคิดยังไงให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง เรามี 3 เทคนิคมาฝากกัน
1. Re-Framing ด้วยการเปลี่ยนความกลัวเป็นเชื้อไฟ
ต้องยอมรับว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง คือ ความกลัวในสิ่งที่เรามองไม่เห็น ที่เรามักจินตนาการไปเองว่าการเปลี่ยนแปลงคือหน้าผาที่อันตราย ทำไปแล้วจะดีไหมนะ มันจะเป็นยังไงบ้างนะ
ทางที่ดีให้เราลองเขียนความแตกต่างระหว่างการอยู่ที่เดิม กับ การก้าวออกไปเพื่อเปลี่ยแปลง เพื่อให้เห็นต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงกว่าความเสี่ยงในการเริ่มต้นใหม่ หรือถ้าเราไม่เปลี่ยนตอนนี้ ตอนไหนที่สถานการณ์จะบังคับให้เราเปลี่ยนอยู่ดี ถ้าเป็นแบบนั้น เราควรรีบเปลี่ยนในวันที่เรายังควบคุมชีวิตแบบไม่ต้องเร่งรีบดีกว่าไหม
2. พลังของ Micro-Actions ทำให้เรามีพลังใจมากกว่า Grand Plan
ข้อนี้นี่ตีหัว ออฟฟิศ 0.4 มากๆ เพราะคนส่วนใหญ่มักติดกับดักว่าการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้น ต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ หรือแบบอยากเขียนสเตตัสให้ชาวเน็ตรู้ว่าเราเจ๋งแค่ไหน และเรากำลังจะมี Big Move ที่ต้องติดตามนะ
แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังเกิดจากการขยับทีละนิด ๆ เหมือนออกกำลังกายจะลีนหุ่น ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ เราคงไม่มาโฟกัสมวลกล้ามทุกวันหรอกปวดหัวตาย แต่การรู้ว่าออกกำลังกายวันไหน กินอะไรที่มีประโยชน์ และให้สิ่งเหล่านี้ค่อบ ๆ อยู่ในจังหวะชีวิตไปเรื่อย ๆ จะช่วยให้เรามีพลังใจในการเห็นการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
3. ลองเขียน Roadmap ของการเปลี่ยนแปลง
ข้อนี้เหมือนเป็นการเช็กลิสต์ให้เราได้คุยกับตัวเองแบบชัด ๆ ไปเลยว่า เฮ้ย! ติดอะไรตรงไหน ถ้าเปลี่ยนจะดียังไง และถ้าไม่เปลี่ยนจะมีปัญหาตรงไหน เรียกว่าไม่ต้องหลอกตัวเองด้วยการแพ้เสียงในหัว แต่ให้เขียนออกมาเป็นหลักฐานแบบจับต้องได้ไปเลย เช่น
- ระบุให้ชัดว่าจุดไหนที่เรากำลังติดปัญหาอะไรที่จะไม่กล้าเปลี่ยน เหมือนเขียนปีศาจตัวนั้นออกมาให้ชัด แล้วค่อย ๆ หาทางกำจัดมัน
- ลองประเมินความเสียหายหากเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้น จะมานั่งบ่นเสียดายแบบปีก่อน ๆ อีกไหม
- ลองเริ่มต้นวันนี้ด้วยหนึ่งกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยให้เราขยับออกจาก Comfort Zone ดูก่อนไหม เช่น ถ้าอยากเริ่มวิ่ง ก็ลองพาตัวเองไปเดินก่อนก็ได้
- ลองหาแนวร่วมของคนที่มีภารกิจอยากเปลี่ยนตัวเองเหมือนกับเรา เพื่อช่วยประคับประคองหรือเป็นตัวเร่งชวนไปทำเป้าหมายที่วางไว้ด้วยกัน
แท้จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเรื่องของโชคส่วนหนึ่ง จังหวะชีวิตส่วนหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่มักเกิดจากความกล้าหาญในการตัดสินใจที่จะเลือกของเราเอง เมื่อเราเลิกกลัวและยอมรับว่าเราคือเจ้าของกระบวนการในการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต
แค่เริ่มคิดและลองออกแบบความกล้าที่จะเปลี่ยนดู แค่นี้ชีวิตก็มีอะไรใหม่ๆ ให้เราเรียนรู้เพื่อปรับตัวและเปลี่ยนแปลงมากขึ้นแล้ว..
อ้างอิง : Change is a choice: Embrace your power to transform
#ออฟฟิศศูนย์จุดสี่
รู้หรือไม่ว่า… ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ใบหน้าเท่านั้นที่คนอยากทำให้ดูอ่อนวัยลง
แต่เรซูเม่และ LinkedIn ของคนทำงานยุคนี้ ก็กำลังถูกนำมาลบฉากหลังแห่งวัยด้วยเช่นกัน
ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “Résumé Botox” หรือการปรับแต่งประวัติการทำงานเพื่อซ่อนอายุจริง ไม่ว่าจะเป็นการตัดปีที่จบการศึกษา ลบตำแหน่งแรกๆ ในชีวิตการทำงาน ปรับชื่อตำแหน่งที่ดูอาวุโสเกินไป หรือแม้แต่เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ให้ดูเด็กลง เพื่อหลบเลี่ยงอคติทางอายุจากฝั่งผู้ว่าจ้าง
ผลสำรวจจาก Use.AI ที่จัดทำขึ้นในกลุ่มผู้ใช้งาน 4,263 คน พบว่า
42% ของผู้หางาน เคยปรับเปลี่ยนข้อมูลในเรซูเม่หรือ LinkedIn เพื่อให้ตัวเองดูเด็กลง หรือดูเป็นเด็กจบใหม่ระดับ Junior มากขึ้น
ผู้หญิงวัย 45 ปีขึ้นไป ใช้เทคนิคนี้สูงถึง 53% ขณะที่ผู้ชายในวัยเดียวกันใช้อยู่ที่ 35%
72% ของคนที่ปรับแต่งเรซูเม่ เลือกใช้ AI มาเป็นตัวช่วยในการตัดทอนและเกลาเนื้อหา
เหตุผลสำคัญที่คนทำงานต้องทำถึงขนาดนี้ เกิดจากความกลัวว่าจะถูกคัดออก
โดย 56% เชื่อว่า HR ฝั่งมนุษย์มีอคติและมักมองข้ามผู้สมัครที่อายุเยอะ ขณะที่ 38% มองว่าแม้แต่ AI Screening Systems ที่บริษัทนำมาใช้คัดเรซูแม่อัตโนมัติ ก็ถูกตั้งโจทย์ให้ตัดเค้าลางของความแก่ทิ้งเช่นเดียวกัน
และที่น่าสนใจคือ กลยุทธ์นี้ได้ผลจริง เพราะผู้ที่ใช้ Résumé Botox ถึง 43% ยืนยันว่าพวกเขา ถูกเรียกสัมภาษณ์งานมากขึ้น หลังจากปรับข้อมูลให้ดูเยาว์วัยขึ้น ขณะที่มีเพียง 10% เท่านั้นที่บอกว่าได้สัมภาษณ์น้อยลง
ปรากฎการณ์ความกังวลของคนทำงานไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง เพราะข้อมูลจาก AARP สมาคมผู้สูงวัยในสหรัฐฯ ระบุว่า คนทำงานอายุ 50 ปีขึ้นไป ถึง 2 in 3 เคยพบเห็นหรือเจอประสบการณ์อคติทางอายุในที่ทำงานด้วยตัวเอง และอีก 22% รู้สึกว่ากำลังถูกกดดันให้บีบออกจากงานเพราะอายุที่มากขึ้น
อคติแฝงเหล่านี้มักมาในรูปแบบของการถูกมองว่า..
- ไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี (33%)
- ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (24%)
- ประสบการณ์และความสำเร็จโดนมองข้าม (20%)
- ถูกแย่งโอกาสในการอบรมพัฒนาไปให้เด็ก Gen ใหม่ (20%)
Carly Roszkowski รองประธานฝ่าย Financial Resilience Programming จาก AARP ได้ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า
“อคติทางอายุ (Ageism) คือการเลือกปฏิบัติเพียงอย่างเดียวที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเจอเข้าสักวัน เพราะเรากำลังอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่คลั่งไคล้ความเยาว์วัย จนทำให้ประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนถูกมองข้ามไป”
แถมในยุคที่ตลาดแรงงานแข่งกันด้วยความสดใหม่และการปรับตัวตามเทคโนโลยี กลายเป็นว่า “ประสบการณ์” ที่เคยเป็นสินทรัพย์อันมีค่า กลับกลายเป็น “ภาระ” ที่ทำให้หลายคนถูกปฏิเสธโอกาส
ปรากฏการณ์ Résumé Botox จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแต่งประวัติให้สวยงาม แต่เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างสังคมการทำงาน ที่ทำให้คนเก่งจำนวนมาก ต้องยอมลดทอนคุณค่าและประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง เพียงเพื่อแลกกับโอกาสในการได้เข้าไปนั่งสัมภาษณ์งาน... ในโลกที่ไม่ยอมให้ใครแก่นั่นเอง
อ้างอิง:
- Job seekers are using ‘résumé Botox’ to seem younger.
- ผลสำรวจจาก Use.AI สำรวจผู้สมัครงานจำนวน 4,263 คน
- ผลสำรวจและทัศนคติโดย Carly Roszkowski, AARP (American Association of Retired Persons)
ในทุกๆ ปี แต่ละบริษัทมีงบประมาณก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่ถูกเผาทิ้งไปอย่างเงียบๆ โดยที่ผู้บริหารและฝ่ายการเงินแทบมองไม่เห็น และไม่มีใครคอยบริหารจัดการมันอย่างจริงจัง
งบประมาณที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดจากการลงทุนในโปรเจกต์ที่ล้มเหลว หรือการเข้าซื้อกิจการที่ผิดพลาด... แต่เกิดจากการ “เลือกคนเข้าทำงานผิด”
ตามรายงานวิจัยของ Mark Murphy จาก Leadership IQ พบว่า อัตราความล้มเหลวของพนักงานใหม่ภายใน 18 เดือนแรก สูงถึง 46% หรือพูดง่ายๆ คือ พนักงาน 1 ใน 2 คนที่รับเข้ามา มักจะผลงานต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก หรือไม่ก็ลาออกไปภายในช่วงเวลาไม่ถึงปีครึ่ง
ความเสียหายจากการรับคนผิดในแต่ละครั้ง มีมูลค่าตั้งแต่ 50% ถึง 200% ของเงินเดือนทั้งปีของพนักงานคนนั้น เมื่อคำนวณรวมค่า Recruit , ค่าเทรนนิ่ง, ค่าความสูญเสียด้าน Productivity ของทีม และค่าใช้จ่ายในการหาคนมาแทน
คำถามคือ ทำไมบริษัทส่วนใหญ่ถึงมองไม่เห็นตัวเลขนี้ ?
คำตอบคือ มันไม่เคยถูกลงบัญชีเป็นบรรทัดเดี่ยวๆ ในงบ P&L แต่มันแฝงอยู่ในเวลาของผู้บริหารที่ต้องลงมาแก้ปัญหาให้เด็กใหม่, งานของทีมที่ล่าช้า, และค่าเอเจนซีที่ต้องจ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบแจ้งหนี้ใบนี้ถูกผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ จนทำให้ไม่มีใครทันสังเกตนั่นเอง
แล้วมีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่องค์กรควรกลับมาย้อนคิด..
1. เรากำลังวัดผลผิดเรื่องหรือเปล่า
ปัจจุบัน ฝ่าย HR มีแดชบอร์ดและข้อมูลมากมาย ทั้ง Time-to-fill ระยะเวลาที่ใช้หาคน Cost-per-hire ค่าใช้จ่ายต่อหัว และอัตราการตอบรับข้อเสนอ
แต่ตัวเลขเหล่านี้บอกเพียงแค่ว่า "เราหาคนได้เร็วแค่ไหน" ไม่ได้บอกเลยว่า "เราได้คนที่ใช่หรือไม่"
งานวิจัยร่วมระหว่าง Harvard Business School และ Burning Glass Institute พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในบริษัทที่ประกาศนโยบายคัดเลือกคนจากทักษะจริง มีพนักงานเพียง 1 ใน 700 คน เท่านั้นที่ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้จริงๆ ส่วนอีก 699 คน ยังคงถูกคัดเลือกด้วยเกณฑ์คัดกรองแบบเดิมๆ
2. เรซูเม่ เชื่อถือได้น้อยกว่าที่คิด
งานวิจัยระดับ Meta-analysis ใน Journal of Applied Psychology (2022) ระบุว่า การคัดกรองพนักงานจาก เรซูเม่และประวัติการศึกษา มีความแม่นยำในการทำนายผลงานจริงเพียง 0.2 - 0.3 เท่านั้น
ส่วนในทางปฏิบัติ การตัดสินว่าใครจะทำงานเก่งจากเรซูเม่ มีความแม่นยำและเป็นข้อมูลที่วัดง่าย แต่แทบไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับศักยภาพในการทำงานจริงเลย
3. ช่องว่าง Productivity 800%
รายงานวิจัยจาก Workday (2025) ยืนยันว่า การประเมินจากทักษะที่แสดงให้เห็นจริง ทำนายผลงานได้ดีกว่า วุฒิการศึกษาถึง 5 เท่า และดีกว่าประสบการณ์ทำงานในเรซูเม่เกิน 2 เท่า
นอกจากนี้ งานวิจัยจาก McKinsey & Company ยังพบว่า พนักงานระดับ High Performer ในงานที่มีความซับซ้อน สามารถสร้างผลงานได้มากกว่าพนักงานทั่วไปถึง 800% ในตำแหน่งเดียวกัน และเงินเดือนเท่ากัน!
แต่ระบบการคัดเลือกคนแบบเดิมที่ดูแค่สถาบันหรือใบผ่านงาน มักจะมองไม่เห็นพนักงานกลุ่มนี้ เพราะศักยภาพที่แท้จริงไม่เคยสะท้อนออกมาเด่นชัดบนกระดาษเรซูเม่
สรุปแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัว Talent แต่อยู่ที่ Measurement
เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โรงเรียนแพทย์ชั้นนำก็เคยเจอปัญหานี้ เกรดและคะแนนสอบไม่ได้บอกว่าใครจะเป็นหมอที่ดี เมื่อพวกเขาเปลี่ยนมาประเมินจากความสามารถและการเติบโตจริง ผลลัพธ์คือได้บุคลากรที่มีศักยภาพสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
กลับมาปัจจุบัน องค์กรในยุคนี้ก็กำลังยืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนเดียวกัน
ปัญหาเรื่องการรับคนผิด ไม่ใช่ปัญหาเรื่องขาดแคลนคนเก่ง แต่เป็น ปัญหาเรื่องระบบการวัดผล (Measurement Problem)
และตราบใดที่ CEO และ CFO ยังไม่เชื่อมโยงตัวเลขการคัดเลือกคนเข้ากับงบการเงิน และยังปล่อยให้การคัดคนเข้าทำงานพึ่งพาแค่องค์ประกอบบนกระดาษ งบลับบรรทัดนี้ก็จะยังคงรั่วไหล และสูบเงินของบริษัทต่อไปเรื่อยๆ ในทุกๆ ไตรมาสอย่างไม่มีวันสิ้นสุด..
อ้างอิง: The hidden budget line destroying your bottom line
เคยไหม? ทำงานหนักจนเหนื่อยล้า ลืมตาตื่นมาตอนเช้าแล้วเกิดคำถามในหัวว่า..
“เราควรลาออกไปเลย หรือจริง ๆ เราแค่ต้องการเวลาพักผ่อน?”
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงกับ Anu Bharadwaj ซึ่งในเวลานั้นเธอเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงใน Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกจากออสเตรเลีย
แต่ทำไปได้เพียง 2 ปี ก็เกิดความเครียดบวกกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ก็ทำให้เธอตัดสินใจเดินไปหาเจ้านายเพื่อขอลาออก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การอนุมัติใบลาออก...
เพราะ Scott Farquhar CEO ของ Atlassian ได้ยื่นข้อเสนอพิเศษให้เธอหยุดพักงาน 1 ปีเต็ม ด้วยการไปทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แถม Scott ยังบอกว่าประตูของ Atlassian พร้อมที่จะเปิดต้อนรับเธอเสมอหากวันไหนอยากกลับมา
Anu ใช้เวลา 1 ปีเต็มนั้นหลีกหนีจากโลกเทคโนโลยี ไปทุ่มเทให้กับงานอนุรักษ์สัตว์ป่าที่เธอรัก และเมื่อเธอกลับมาที่ Atlassian เธอกลายเป็นกำลังสำคัญในการนำบริษัทเปลี่ยนผ่านสู่ Cloud System จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง COO และ President ในที่สุด
กรณีศึกษาของ Anu กำลังอธิบายเราว่า ถ้าเรากำลังเหนื่อยล้าและอยากลาออก ให้ลองตั้งคำถามกับตัวเอง 5 ข้อนี้ ก่อนตัดสินใจยื่นใบลาออกจริง
1. ปัญหาอยู่ที่ ตัวงาน หรือ วัฒนธรรมองค์กร"?
Anu เริ่มต้น career จากการเป็นโปรแกรมเมอร์เกมที่ Microsoft แต่ที่ Atlassian เธอพบว่า ค่านิยมของบริษัทตรงกับตัวตนของเธออย่างแท้จริง หากบริษัทที่คุณอยู่มีค่านิยมที่ตรงกับคุณ และเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้อย่างสบายใจ ลองทบทวนดูอีกทีว่าการเปลี่ยนบริษัทคือคำตอบจริงหรือไม่
2. คุณยังเคารพ "หัวหน้า" คนปัจจุบันและในอนาคตอยู่ไหม?
Scott Farquhar ไม่เพียงแต่เป็นหัวหน้า แต่เขาคือหัวหน้าที่มีวิสัยทัศน์และมองเห็นศักยภาพในตัว Anu แม้ในวันที่เธอไม่เห็นมันด้วยซ้ำ
แถมยังเป็น Mentor คือคนให้คำแนะนำ และเป็น Supportor คือคนที่พูดเชียร์คุณเมื่อคุณไม่อยู่ในห้อง
เอาง่าย ๆ มันไม่ง่ายเลยที่จะเจอหัวหน้าประเภท Champion คือคนที่พร้อมลุยและสร้างโอกาสให้คุณเติบโตอย่างเต็มที่ และพร้อมเฝ้าดูความเติบโตและซัพพอร์ตคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก และการทิ้งผู้นำแบบนี้ไปอาจเป็นเรื่องน่าเสียดาย
3. ส่วนไหนของงานที่ยังเติมพลังให้คุณได้อยู่?
แม้จะเหนื่อยล้า แต่ Anu พบว่าเธอยังสนุกกับการได้พูดคุยและแก้ปัญหาให้ลูกค้า หากยังมีส่วนที่คุณรักในงานนั้น ลองตัดสิ่งที่เป็นภาระออกไป แทนที่จะทิ้งงานไปทั้งหมดดูก็ได้นะ
4. หากกลับมา คุณยังได้ "เรียนรู้" สิ่งใหม่ๆ อยู่ไหม?
การไปทำงานอนุรักษ์สัตว์ป่าทำให้ Anu ต้องดีลกับผู้คนหลากหลาย ทั้งเกษตรกร นักอนุรักษ์ และตำรวจ ซึ่งทำให้เธอได้มุมมองใหม่ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และก้าวขึ้นมารับบทบาทใหญ่อย่างการนำองค์กรเข้าสู่ระบบ Cloud ได้สำเร็จ และหากองค์กรเดิมยังมีโจทย์ยากๆ ที่ท้าทายและช่วยให้คุณโตขึ้นได้ แปลว่าคุณอาจจะยังไม่หมดหน้าที่กับที่นี่ก็ได้
5. มีอะไรอย่างอื่นที่คุณอยากลองทำจริงๆ หรือยัง?
หลังจากทำงานบริหารมาหลายปี ปัจจุบัน Anu ก้าวออกมาเป็นที่ปรึกษาให้ Founders ใช้เวลากับการเดินป่าและดูแลแมว เธอแนะนำเสมอว่า ลองลาพักยาวเพื่อไปทำสิ่งที่ไม่เคยทำในชีวิตประจำวันดูบ้าง มันจะช่วยให้เราฟังคนอื่นลึกซึ้งขึ้น และเห็นมุมมองใหม่ๆ มากขึ้น
เรื่องราวการหมดไฟของ Anu ไม่ได้หมายความว่าเป็นจุดสิ้นสุดของ Career Path เสมอไป เพราะบางครั้งเราไม่ได้ต้องการ "งานใหม่" แต่เราแค่ต้องการ "ระยะห่าง" เพื่อถอยออกมามองภาพรวม
ดังนั้น ลองให้โอกาสตัวเองได้ลองพักหรือทำสิ่งแปลกใหม่ แล้วคุณอาจจะพบว่า คุณคิดถึงงานเดิมที่เคยทำ หรือพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่เส้นทางใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่าเดิมก็เป็นได้..
อ้างอิง : Do you need a new job or do you need a break? Five questions to ask yourself before you quit.
เคยรู้สึกไหมว่า ต่อให้เราพยายามตั้งใจวางแผนงานมากแค่ไหน ตารางที่จดไว้ก็ไม่เคยทำได้จริงสักที?
สุดท้ายเราเลยจบวันด้วยความรู้สึกกังวล เครียด และคิดว่าตัวเองเป็น "คนล้มเหลว" ที่บริหารเวลาไม่ได้
แต่คำถามคือ… ปัญหาอยู่ที่ตัวเรา หรืออยู่ที่ความคาดหวังที่ตึงเกินไปตั้งแต่แรก ?
Elizabeth Grace Saunders ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเวลา ได้ชี้ให้เห็นว่า ช่องว่างระหว่าง "สิ่งที่คิดจะทำ" กับ "สิ่งที่ทำได้จริง" คือตัวการหลักที่ทำลายสติและพลังใจของคนทำงาน ซึ่งเธอได้สรุปความจริง 3 ข้อที่คุณต้องยอมรับ หากอยากบริหารเวลาได้สำเร็จ
1. ไม่มีใครวางแผนได้เป๊ะ 100%
ต้องยอมรับก่อนว่า ปัจจัยแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอีเมลด่วน ลูกค้าตามงาน หรือระบบไอทีล่ม แผนงานจึงเป็นแค่การ "จัดลำดับความสำคัญ" ไม่ใช่ข้อบังคับที่ต้องทำเสร็จครบทุกข้อ โดยวิธีแก้งานแทรก ให้เว้นว่างปฏิทินไว้อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง เหมือนเป็นระยะปลอดภัยสำหรับรับมือกับความรวนที่ไม่คาดคิด
2. ประสิทธิภาพคนเราไม่เท่ากันทุกวัน
มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ ~ ย่อมมีวันที่สมองหลุด หลุดโฟกัส หรือหลุดแผน
ดังนั้น ลองใช้เทคนิคหลอกตัวเองด้วยเดดไลน์ เช่น งานทั่วไป งานส่งวันศุกร์ ให้วางแผนทำเสร็จวันพุธ เพื่อเหลือวันพฤหัสบดี-ศุกร์ไว้แก้เกมโดยไม่ต้องไปใช้โอที
หรือถ้ามีโปรเจกต์ใหญ่ ก็ควรเร่งสปีดให้เสร็จก่อนเดดไลน์จริง 2–4 สัปดาห์ ดีกว่ามาโต้รุ่งสัปดาห์สุดท้าย
3. คุณไม่มีทางทำได้ทุกอย่าง
ไอ้พวกรายการ To-Do List ยอดฮิต เป็นเพียงข้อมูล แต่ Plan คือการนำข้อมูลนั้นมาหารด้วยเวลาจริง
ยิ่งถ้าวันนั้นมีเวลาว่างหลังประชุมแค่ 3 ชั่วโมง และต้องตอบอีเมลไปแล้ว 1 ชั่วโมง คุณจะมีเวลาทำงานจริงแค่ 2 ชั่วโมง ให้เลือกงานที่สำคัญที่สุดใส่ลงใน 2 ชั่วโมงนั้น ส่วนงานที่เหลือต้องยอมปล่อยให้รอ
Elizabeth อธิบายว่า การบริหารเวลาที่ทรงประสิทธิภาพ ไม่ใช่การเค้นตัวเองให้ทำทุกอย่างได้มากขึ้นในเวลาที่จำกัด
แต่หัวใจสำคัญคือ "การคาดหวังให้สมจริงขึ้น" ยอมรับว่าเวลาเรามีจำกัด แล้วเลือกทำเฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนั้น เพราะเมื่อเราลดความคาดหวังลง เราจะไม่เพียงแค่ส่งงานได้ทันเวลา แต่ยังรักษาพลังใจและสติให้ทำงานได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
เพราะวิชาบริหารเวลาที่ดี ไม่ใช่การสั่งให้ตัวเองทำมากขึ้น แต่คือการยอมรับความจริงว่าเราทำทุกอย่างไม่ได้นั่นเอง..
อ้างอิง : Want to improve your time management? Lower your expectations
ถ้าเราสังเกตให้ดี เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกน้องในทีมเริ่มมีอาการ "Quiet Quitting" หรือทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ไม่ดื้อ ไม่เถียง แต่ก็ไม่ทำอะไรเพิ่มจากหน้าที่
ปฏิกิริยาแรกของผู้นำหลายคนคือการเพิ่มการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเช็กชื่อ ตรวจงานยิบ หรือบีบด้วย KPI และ PIP (Performance Improvement Plan)
คำถามคือ ยิ่งควบคุม ยิ่งได้ผลจริงหรือ?
รายงาน State of the Global Workplace 2025 ของ Gallup ระบุว่า 70% ของความผูกพันที่พนักงานมีต่อองค์กร (Engagement) ขึ้นอยู่กับตัวผู้จัดการโดยตรง
ตามทฤษฎี Threat Rigidity Theory เวลาที่หัวหน้ารู้สึกถึงความเสี่ยงหรือความกดดัน เช่น เป้าไม่ถึ องค์กรกำลังปรับโครงสร้าง สัญชาตญาณมนุษย์จะสั่งให้เรากดดันมากขึ้นและเกิดการสั่งการมากขึ้นเพื่อพยายามดึงสถานการณ์กลับมา จนเกิดภาวะการควบคุม แต่ไม่เกิดความตั้งใจที่จะทำที่แท้จริง
Dr. Alisa Smith อธิบายถึงทฤษฎีแรงจูงใจว่า..มนุษย์ทุกคนต้องการอิสระในการตัดสินใจ ยิ่งเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าถูกบีบหรือควบคุม ความอยากสร้างสรรค์ผลงานและการรู้สึกเป็นเจ้าของงานจะลดลงทันที
ส่วนทางออก Dr. Alisa Smith แนะนำว่าหากไม่อยากเสียคนเก่งไป ลองเปลี่ยนจากการ “สั่ง” เป็นร่วมสร้างดีกว่า ด้วยกลยุทธ์ผ่าน 3 ขั้นตอนนี้
1. รู้อย่างเข้าใจ
ก่อนจะลงโทษพนักงาน เราควรตั้งคำถามด้วยความเห็นอกเห็นใจ เช่น เกิดอะไรขึ้นกับเขา เขากำลังเจอความกดดันอะไรที่เรามองไม่เห็นหรือเปล่า
2. ลองสร้างทางออกร่วมกัน
เปลี่ยนจากการจ่ายยา มาเป็นการถามคำถามเพื่อดึงส่วนร่วม เช่น คิดว่าจากนี้เราควรทำอย่างไรกันดี อยากให้พี่ช่วยสนับสนุนตรงไหนบ้าง ข้อตกลงที่เราสองคนเห็นตรงกันคืออะไร?
3. รักษาความเชื่อใจ
ต่อให้สุดท้ายผลลัพธ์ต้องเข้าสู่การประเมินผลงานจริงๆ แต่การเริ่มด้วยความเข้าใจ จะช่วยรักษาความไว้วางใจ และทำให้เกิดการตัดสินใจที่เป็นธรรมที่สุด
Dr. Alisa Smith อธิบายส่งท้ายว่า ครั้งต่อไปที่คุณเห็นลูกน้องเริ่มถอนใจหรือถอดใจออกจากงาน ให้ลองใช้ทั้ง 3 ข้อนี้เข้าไปทำความเข้าใจพวกเขาดูบ้าง มากกว่าที่จะดึงดันเพื่อเค้นเอาแต่ผลลัพธ์อย่างเดียว โดยที่เราอาจไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง ที่อาจเป็นเส้นผมบังภูเขาอยู่ก็ได้..
อ้างอิง: This is how great managers respond to disengaged employees
ในโลกการทำงานที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว หลายคนมักวัดความสำเร็จจากกราฟชีวิตที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ในความเป็นจริง เส้นทางอาชีพของมนุษย์เราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
ออฟฟิศ 0.4 จะพาทุกท่านไปถอดบทเรียนชีวิตอันทรงคุณค่าจาก Brendan Fraser นักแสดงระดับออสการ์ วัย 57 ปี ผู้ผ่านจุดสูงสุดและดิ่งลงต่ำสุดในวงการฮอลลีวูด เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า "ความล้มเหลว" และ "ช่วงเวลาที่เงียบเหงา" อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ยั่งยืนที่สุดในวัย 50+
1. จากจุดเริ่มต้นค่าแรง 14 ดอลลาร์ สู่จุดสูงสุดของวงการ
ย้อนกลับไปก่อนที่เขาจะกลายเป็นพระเอกระดับบล็อกบัสเตอร์ใน The Mummy หรือคว้ารางวัลออสการ์จาก The Whale
Fraser เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นมาสคอตบริษัทเก็บของในซีเทิล ได้ค่าแรงเพียง 14 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ซึ่งเขาเคยยอมรับว่าโดนผู้คนชูนิ้วกลางใส่บ่อยที่สุดในชีวิต แต่ด้วยความอึดและไม่ยอมแพ้ ทำให้เขาไต่เต้าจนก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของโลกได้
2. "ความเงียบ" ที่น่ากลัวที่สุดในวัยทำงาน
แม้จะเคยอยู่บนจุดสูงสุด แต่ชีวิตของ Fraser ก็ต้องเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาโรคซึมเศร้าและวิกฤตการทำงานในช่วงปี 2010s ตลอดทั้งทศวรรษที่งานแสดงเงียบหายไปอย่างยาวนาน
Fraser ได้สะท้อนมุมมองที่กระแทใจคนทำงานวัยกลางคนว่า "ความเงียบในเส้นทางอาชีพการงาน มันช่างดังหนวกหูเสียเหลือเกิน"
เขายอมรับว่าที่ผ่านมาเขารู้สึกเหมือนทำให้คนอื่นผิดหวังเพราะไปไม่ถึงความคาดหวัง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เรียนรู้ที่จะลุกขึ้นยืนหยัดและบอกกับตัวเองว่า
"ผมก็ยังอยู่ตรงนี้นี่นา นี่คือสิ่งที่ผมทำ"
3. เมื่อคุณค่า แพสชัน และเป้าหมาย มาบรรจบกัน
ในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักแสดง นักออกแบบซอฟต์แวร์ หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก การค้นหาความหมายในสิ่งที่ทำเป็นสิ่งสำคัญ
สอดคล้องกับบทความจาก Harvard Business Review โดย Irina Cozma ที่ระบุว่า การยึดมั่นในค่านิยมและความต้องการที่แท้จริงของตนเอง คือพันธสัญญาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างอาชีพที่ไม่ได้แค่ "ประสบความสำเร็จ" แต่ยังให้ความ "อิ่มเอมใจ" อย่างแท้จริง
4. สุขภาพจิตและการพึ่งพาผู้อำนวยความสะดวกในที่ทำงาน
ในมุมมองของ ออฟฟิศ 0.4 การบริหารคนและการทำงานยุคใหม่ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพจิตและการกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย
งานวิจัยปี 2024 ของ University of New Mexico โดย Andrea Hetrick หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า การได้รับความช่วยเหลือในที่ทำงานสามารถช่วยลดภาวะหมดไฟ ของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับที่ Fraser ค้นพบว่า การไปบำบัด พูดคุยกับเพื่อน ออกกำลังกาย หรือแม้แต่การใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างมื้อเช้า สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับจิตใจได้
เส้นทางของ Brendan Fraser สอนให้เราเรียนรู้ว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่กราฟพุ่งขึ้นทางเดียว แต่วัดกันที่ความยืดหยุ่นเมื่อต้องเผชิญกับภาวะซบเซาในอาชีพ
และไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ หรือกำลังเผชิญกับความเงียบในหน้าที่การงานช่วงไหน สิ่งสำคัญคือการเข้าใจตัวเองและค่อยๆ ยกระดับทีละเล็กทีละน้อย และจะกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
เพราะบางครั้ง... ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจรอเราอยู่ในช่วงครึ่งหลังของชีวิตก็เป็นได้
อ้างอิง : Brendan Fraser on resilience at work in your 50s: ‘The silences in a career can be deafening’
ในโลกการทำงาน ผู้นำหญิงจำนวนมากมักเผชิญภาวะความกังวลถูกมองว่าเรื่องมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียกร้องทรัพยากรเพิ่ม การพูดตรงไปตรงมา หรือการปฏิเสธงาน จนทำให้ปฏิเสธการเรียกร้องสิทธิ์ให้ตัวเอง
เรื่องนี้ Kelli Thompson ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารทรัพยากรบุคคลและ Executive Coach ได้อ้างอิงงานวิจัยหลายชิ้นที่สะท้อนปัญหานี้
1. งานวิจัยจาก Psychological Science
แสดงให้เห็นว่า ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างตัดสินผู้นำหญิงที่แสดงความโกรธหรือผลักดันงานอย่างรุนแรงในเชิงลบ มากกว่าผู้นำชายที่แสดงพฤติกรรมเดียวกัน
2. งานวิจัยโดย Shelley Correll และ Caroline Simard จากมหาวิทยาลัย Stanford ร่วมกับ Textio
ได้พบว่าการประเมินผลงาน Performance Review ของผู้ชายมักเน้นที่ผลลัพธ์ทางธุรกิจ แต่ของผู้หญิงมักถูกวิจารณ์เรื่องบุคลิกภาพและสไตล์การสื่อสารมากกว่าถึง 7 เท่า ส่งผลให้ผู้หญิงเลือกที่จะพูดอ้อมๆ จนเกิดภาวะ Burnout ในที่สุด
แต่ไม่ต้องกังวลไป Kelli Thompson มีคำแนะนำ ผ่าน 4 แนวทางนี้
1. คำนวณค่าเสียโอกาส
เลิกพูดแค่ว่าต้องการคนเพิ่ม แต่ให้เปลี่ยนเป็นการตีราคาความเสียหายหากไม่ได้รับการสนับสนุน เช่น ถ้าไม่เพิ่มระบบนี้ใน 30-60 วัน จะเสียลูกค้ากี่ราย และกระทบ KPI อย่างไร การฉายภาพความเสี่ยงขององค์กรให้ชัด จะช่วยให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญทันที
2. เลิกพูดอ้อมๆ ด้วยความชัดเจน
ความใจดีและสไตล์การทำงานที่เน้นสร้างความสัมพันธ์ มักทำให้เราคิดว่าเราบอกไปชัดแล้วทั้งที่ความจริงเราแค่เปรยๆ
Kelli เลยแนะนำว่า ต้องสื่อสารให้ชัดเจนด้วยการบอกงบ บอกจำนวนคน และระยะเวลาที่ชัดเจนไปเลย มากกว่าแค่บอกว่า น่าจะต้องหาคนมาช่วยนะ
3. มองว่าผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่ที่เราคนเดียว
ผู้นำหญิงจำนวนมากเก่งในการสู้เพื่อคนอื่น แต่กลับลังเลเมื่อต้องขอสิ่งต่างๆ ให้ตัวเอง Kelli อยากให้เปลี่ยนมุมมองว่า การขอนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นทรัพยากรที่จะช่วยให้ทีมทำงานได้ดีขึ้น และส่งผลต่อเป้าหมายของบริษัทโดยรวมมากกว่า
4. รับมือแรงต้านด้วยความอยากรู้
Kelli ยาแรงสำหรับเพื่อนพลังหญิงไว้ว่า เมื่อถูกปฏิเสธ เช่น งบประมาณสูงเกินไป อย่าเพิ่งยอมแพ้หรือใช้อารมณ์ แต่ให้ใช้คำถามสืบค้นต่อ เช่น ถ้าเราลงทุนตรงนี้ แล้วมันช่วยเพิ่มยอดขายหรือลดต้นทุนฝั่งอื่นได้มากกว่า พี่มองว่าอย่างไร? หรือพี่กังวลเรื่องไหนมากที่สุดในการอนุมัติครั้งนี้ เพื่อเปิดช่องทางในการเจรจาต่อรองต่อไป
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวและอินไซต์ที่ Kelli Thompson ได้เอามาแชร์จากงานวิจัยและแนวทางที่ทำให้โลกการทำงานได้เห็นว่าผู้นำที่เป็นผู้หญิงก็เก่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ชาย รวมถึงอคติบางอย่างที่เราต้องวางลง แล้วโฟกัสไปที่งานให้มากขึ้นแทนนั่นเอง
อ้างอิง : Fear of being ‘too much’ silences women leaders. Here’s how to ask anyway
ในอดีต การปฏิเสธโอกาสก้าวหน้าทางอาชีพหรือการเลื่อนตำแหน่ง อาจดูเป็นเรื่องแปลกประหลาด
แต่ในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน พฤติกรรมนี้กลับกำลังกลายเป็น "เรื่องปกติใหม่" ของคนทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials
ล่าสุดได้เกิดศัพท์ใหม่ทางธุรกิจอย่าง “Ladderdodging” ซึ่งถูกนิยามไว้ในหนังสือ 100 Future Words หมายถึง พฤติกรรมปฏิเสธ หรือไม่แสวงหาการเลื่อนตำแหน่งไปสู่ระดับบริหาร เพื่อหลีกเลี่ยงความกดดัน ความเสี่ยง และความโดดเดี่ยวที่มักจะมาพร้อมกับบทบาทผู้นำ
มีตัวเลขยืนยัน เทรนด์ปฏิเสธการเป็น "หัวหน้า" จากผลสำรวจจากหลายสถาบันสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน
- 58% ของคนทำงานพร้อมปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่ง หากทำให้ต้องตอบแชตหรือทำงานนอกเวลางาน (Hint App, 2024)
- 57% ของคน Gen Z ไม่มีความสนใจในตำแหน่งระดับผู้จัดการกลาง (Middle Management) (Robert Walters, 2024)
- มีเพียง 6% เท่านั้นที่มองว่าการขึ้นเป็นผู้นำคือเป้าหมายหลักในอาชีพ (Deloitte Gen Z and Millennial Survey)
คำถามคือ..ทำไมคนยุคนี้ถึงไม่อยากโต?
Rohit Bhargava ผู้เขียนร่วมหนังสือ Future Words อธิบายว่า คนทำงานในปัจจุบันเมื่อเห็นข้อเสนอเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาไม่ได้มองแค่เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น แต่มองเห็นความเครียดและภาระงานมนุษย์ ที่ต้องรับมือ แล้วเลือกที่จะบอกว่าอยู่ตรงนี้ก็ดีแล้ว
นอกจากนี้ Prof. Sue Ashford จาก University of Michigan และ Prof. Tessa West จาก New York University ได้สรุปเหตุผลเชิงลึกไว้ ดังนี้
1. ความเสี่ยง 3 ด้านที่ไม่อยากแบก
- เสี่ยงผลงานพัง
เพราะพอเป็นหัวหน้า ผลงานของทีมคือความรับผิดชอบเรา หากทีมพลาด เราคือคนที่โดนตำหนิ ในวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เปิดโอกาสให้ล้มเหลว ความเสี่ยงนี้ยิ่งสูงขึ้น
- เสี่ยงเสียฟอร์ม
กว่า 82% ของผู้จัดการไม่เคยได้รับการเทรนความเป็นผู้นำอย่างจริงจัง ทำให้กลัวว่าจะทำหน้าที่ได้ไม่ดี จากคนที่เคยเก่งในงานตัวเอง กลับต้องมาดูแย่ในบทบาทใหม่
- เสี่ยงเสียเพื่อน
การเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนร่วมงาน ไปเป็นเจ้านายมักทำให้ความสัมพันธ์เดิมๆ สั่นคลอนหรือพังทลายลง ซึ่งในยุคดิจิทัลที่สังคมผู้ใหญ่เปราะบาง ผู้คนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์รอบข้างมากกว่าอำนาจ
2. การปกป้องสุขภาพจิต
ผู้คนรับรู้มากขึ้นว่าความเครียดส่งผลเสียต่อชีวิตอย่างไร และเมื่อมองไปที่หัวหน้าของตัวเองในปัจจุบัน ก็เห็นแต่ความทุกข์ทรมานและความเหน็ดเหนื่อย จนสรุปได้ว่า เงินที่ได้เพิ่มขึ้นมา ไม่คุ้มกับสุขภาพจิตและเวลาชีวิตที่เสียไป
3. ความสุขจากความแน่นอน
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน งานเดิมที่ทำจนเชี่ยวชาญ เข้ามือ และลงตัวกับไลฟ์สไตล์ คือ "พื้นที่ปลอดภัย" การก้าวออกไปรับตำแหน่งใหม่จึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
4. อำนาจผู้จัดการที่ลดลง
องค์กรยุคใหม่ปรับโครงสร้างให้แบนลง หัวหน้าไม่ได้มีอำนาจสั่งการแบบเด็ดขาดเหมือนเดิม แต่ต้องใช้พลังในการประนีประนอมสูงมาก การลงโทษหรือจัดการคนทำงานแย่ๆ ทำได้ยากขึ้น จนทำให้คนเป็นผู้จัดการรู้สึกหมดพลังและท้อแท้
Rohit Bhargava ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า
คำว่า "Ladderdodging" ไม่ใช่แค่คำเก๋ๆ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยขององค์กรยุคใหม่ องค์กรที่ฉลาดจะไม่มองว่าคนทำงานเกียจคร้าน แต่ต้องเริ่มตั้งคำถามทันทีว่า ทำไมพนักงานถึงพร้อมใจกันปฏิเสธการเติบโต?
เพราะหากโครงสร้างงานบริหารยังเต็มไปด้วยความเครียดที่ไร้การซัพพอร์ต การไล่ตามบันไดอาชีพเดิมๆ ก็อาจไม่มีใครอยากแข่งอีกต่อไป...
อ้างอิง :
- Avoiding a promotion? You might be ‘ladderdodging’
- Rohit Bhargava & Henry Coutinho-Mason ผู้เขียนหนังสือ Future Words: A Non-Obvious Glossary of Terms That Don’t Exist (but Soon Will)
คุณคิดว่าระดับ CEO ต้องทำงานอย่างไร ?
Stephanie Mehta นักเขียนที่ได้เก็บข้อมูลและอ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ Nitin Nohria อดีตคณบดี Harvard Business School และประธานบริหาร Thrive Capital ที่ศึกษาเรื่องนี้มายาวนาน ได้ค้นพบแก่นแท้ของตำแหน่ง CEO ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปมากก็ตาม..
1. ความจริง 3 ข้อที่ CEO มือใหม่ต้องเจอเหมือนกันหมด
Nohria พบว่า เมื่อผู้บริหารก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง CEO สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกใจที่สุดเสมอ คือ
- ต้องอยู่ใต้แสงไฟตลอดเวลา ถูกจับตามองทุกก้าวเดิน
- สั่งงานคนเดียวไม่ได้ ไม่สามารถลงไปชี้ขาดทุกเรื่องในองค์กรได้ด้วยตัวเอง
- ตารางงานที่แน่นอยู่แล้ว ยิ่งกระจัดกระจายและแน่นกว่าเดิม
ข้อคิดสำคัญจาก Nohria คือ CEO ไม่สามารถเอาชนะงานด้วยการขยันทำเองทั้งหมดได้
เพราะหน้าที่จริง ๆ ของ CEO คือการ "สร้างบริบทและทิศทาง" เพื่อให้ทีมงานระดับท็อปสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องต่างหาก
2. CEO มีเวลาให้ลูกค้าแค่ 3%
จากการวิจัยร่วมกับ Michael E. Porter นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง โดยการเก็บข้อมูลตารางเวลา CEO พบว่า..
CEO ใช้เวลาพูดคุยกับลูกค้าเพียง 3% เท่านั้น!
เหตุผลเพราะเวลาของ CEO มักถูกกลืนกินโดยงานเร่งด่วน หรืองานที่เข้ามากดดัน เช่น หน่วยงานกำกับดูแล สมาคมต่างๆ
ส่วนคำแนะนำคือ หากต้องการให้เวลากับลูกค้าและพนักงาน จำเป็นต้องล็อกวันในปฏิทินไว้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นเวลาส่วนนี้จะถูกงานอื่นแย่งไปทันที
3. AI กับบทบาท Chief of Staff ยุคใหม่
ในยุคนี้ CEO เริ่มนำเครื่องมืออย่าง AI มาช่วยวิเคราะห์ตารางเวลาของตัวเอง โดย AI ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยส่วนตัว คอยเตือนและปรับเวลาในปฏิทิน เพื่อส่งเสริมให้ CEO มีเวลาเจอพนักงานและลูกค้ามากขึ้น
บทสรุปสุดท้ายที่ Stephanie Mehta ได้ศึกษาและอยากบอกระดับบริหารว่า
"อย่าพยายามบ้างานจนคิดว่าตัวเองขับเคลื่อนบริษัทอยู่คนเดียว"
เพราะงานของ CEO ไม่ใช่การลงไปเล่นเองทุกตำแหน่ง
แต่คือการวางระบบ เลือกคนเก่งมายืนให้ถูกที่ แล้วปล่อยให้พวกเขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยที่เราคอยตบมือและสนับสนุนอยู่ข้างหลังต่างหาก..
อ้างอิง : Harvard Business School’s former dean has studied CEOs for three decades. He says the role remains remarkably unchanged
ยามที่เศรษฐกิจผันผวน หรือต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ในชีวิต สิ่งที่หลายคนพยายามค้นหาคือ “ความหวัง” และ “พลังบวก”
แต่คำถามคือ ในวันที่แผนงานล้มเหลว หรือนักลงทุนกดดันอย่างหนัก เราจะรักษาพลังบวกเหล่านั้นไว้ได้อย่างไร?
Michelle Gielan อดีตผู้ประกาศข่าว CBS และนักวิจัยด้านจิตวิทยาเชิงบวก ได้ถ่ายทอดบทเรียนสำคัญจากหนังสือ Resilient Optimism ว่า แท้จริงแล้ว การมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่แค่ความรู้สึก... แต่คือ พฤติกรรม
1. การมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่ "ความรู้สึก" แต่คือ "พฤติกรรม"
ในวันที่เจอวิกฤตหนักที่สุด เรามักจะไม่สามารถปลุกความรู้สึกสดใสขึ้นมาได้ทันที สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพูดให้กำลังใจตัวเองไปวัน ๆ แต่เป็นการสร้างระบบและรูทีนการทำงานขึ้นมาใหม่
อย่ารอให้ความรู้สึกพร้อมแล้วค่อยลงมือทำ ให้เปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ในแต่ละวันก่อน แล้วความรู้สึกจะค่อยๆ ตามมาเอง
การมองโลกในแง่ดีอย่างแข็งแกร่ง ไม่ใช่การปฏิเสธความจริง แต่คือการออกแบบพฤติกรรมเพื่อรับมือกับมัน
2. อย่าเริ่มจาก "จุดที่พัง" เพียงอย่างเดียว
สมองมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้มองหาความเสี่ยงและปัญหา แต่การเสพข่าวร้ายหรือมองแต่ปัญหาจะทำให้สมองอัมพาตและแก้ปัญหาได้แย่ลง
งานวิจัยพบว่า คนที่เสพข่าวลบเพียง 3 นาทีในตอนเช้า มีโอกาสรู้สึกว่าวันนั้นเป็นวันแย่ๆ สูงกว่าปกติถึง 27%
ในทางกลับกัน หากเราเปลี่ยนมุมมองโดยการสอดแทรกทางออกของปัญหา หรือมองหาว่ามีอะไรที่ทำสำเร็จไปแล้วบ้าง สมองจะเปิดรับและแก้ปัญหาได้ดีขึ้นถึง 20%
ดังนั้น ลองจดบันทึก 3 สิ่งที่ทำได้ดีในแต่ละวัน แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เพื่อเตือนสมองว่า ไม่ได้มีแค่ปัญหาที่เป็นความจริง แต่ความก้าวหน้าก็เป็นความจริงเช่นกัน
3. ความเครียดไม่ใช่ปัญหา... วิธีมองความเครียดต่างหากที่เป็นปัญหา
คนส่วนใหญ่มองว่าความเครียดเป็นสิ่งเลวร้ายที่ต้องขจัดทิ้ง แต่แท้จริงแล้ว ความเครียดคือ สัญญาณเตือน ถึงสิ่งที่เราให้คุณค่า
เราเครียด เพราะสิ่งนั้นสำคัญต่อเรา เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกเครียด ให้ลองเติมคำในช่องว่าง "ฉันเครียดเพราะ [.......] คือสิ่งสำคัญสำหรับฉัน"
เมื่อเข้าใจสัญญาณว่าความเครียดเกิดจากความรัก ความหวังดี หรือเป้าหมายในชีวิต เราจะสามารถเปลี่ยนพลังงานจากความเครียด ไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
4. ทำทุกอย่างไม่ได้ ให้เลือกเฉพาะสิ่งที่ใช่
การทำงานหนักตลอดทั้งวันโดยรู้สึกว่าไม่มีอะไรคืบหน้า คือสิ่งที่กัดกินพลังใจได้เร็วที่สุด สมองมักเลือกทำเรื่องง่ายๆ เล็กๆ เพื่อเอา Dopamine ชั่วคราว เช่น ตอบอีเมล ตอบแชท จนหลงลืมงานสำคัญเชิงกลยุทธ์
วิธีแก้คือการทำ Commitment Triage จัดกลุ่มงานออกเป็น 3 กอง
- Core Impact List งานและสัมพันธ์ภาพที่สร้างอิมแพกต์สูงสุด
- Secondary List งานสนับสนุนที่จำเป็น
- Not-To-Do List งานที่ต้องส่งต่อ ตัดทิ้ง หรือเลื่อนออกไป
การปฏิเสธเรื่องข้างนอก คือการปกป้องพลังงานข้างใน เพื่อให้เราเหลือแรงไปทำในสิ่งที่สำคัญจริงๆ
5. ความหวังและพลังบวก เป็นสิ่งที่ "ส่งต่อ" กันได้
พลังบวกไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็น "วิทยุที่กระจายสัญญาณ" ไปยังคนรอบข้าง
วัฒนธรรมองค์กรหรือทีมไม่ได้เปลี่ยนด้วยคำสั่งใหญ่โต แต่เกิดจากสัญญาณเล็กๆ ในทุกๆ วัน เช่น คำพูดชื่นชมที่ชัดเจน การเปิดใจรับไอเดียใหม่
ในวันที่บรรยากาศรอบตัวซบเซา การที่คุณเป็นคนแรกที่เปล่งสัญญาณพลังบวกออกมา อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนบรรยากาศของคนทั้งทีมได้
"Resilient Optimism isn’t denial. It’s design."
การมองโลกในแง่ดีอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การปฏิเสธความจริง แต่คือการออกแบบชีวิตและการรับมือ
ในโลกธุรกิจและการทำงานที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมองโลกในแง่ดีจึงไม่ใช่แค่ปรัชญาชวนฝัน แต่เป็น ทักษะทางพฤติกรรม ที่สร้างขึ้นได้ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะพาเราผ่านพ้นทุกวิกฤตไปได้นั่นเอง..
อ้างอิง : 5 tips to stay resiliently optimistic in tough times
เคยรู้สึกไหมครับว่า..
ทำไมการทำงานประจำยุคนี้ถึงเหนื่อยล้าและเครียดสะสม ทั้งที่เราก็พยายามเต็มที่แล้ว?
Ben Meer อดีตที่ปรึกษาการบริหารจาก Ernst & Young และเป็นผู้เขียน How to Be Good at Life
Ben ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่เพราะเราขาดวินัย แต่คือ Cognitive Load หรือภาระทางสมองที่ล้นเกิน จากอีเมล ข้อความ งานแทรก และประชุมมหาศาล
ขณะที่ความจุสมองเท่าเดิม จนการใช้ชีวิตทำงานยุคนี้รู้สึกเหมือนการบริหารบริษัทขนาดเล็กที่เราไม่เคยถูกฝึกมาให้จัดการ
Ben อธิบายว่า คนส่วนใหญ่พยายามแก้ปัญหาด้วยการสร้าง "นิสัย"
แต่ Ben อ้างงานวิจัยว่า นิสัยช่วยเราได้ราว 40% ของชีวิตประจำวันเท่านั้น
ส่วนอีก 60% ที่เหลือคืองานเชิงกลยุทธ์ โปรเจกต์ใหม่ หรือความสัมพันธ์ ซึ่งซับซ้อนเกินกว่าจะทำแบบ Autopilot ได้
สิ่งที่เราต้องมีจึงไม่ใช่แค่วินัย แต่คือ เครื่องมือเชิงระบบ เช่น Checklist หรือ Project Plan และการแก้ปัญหาที่ต้นตอจริง ๆ
เหมือนกรณีที่ Donald Messersmith นักชีววิทยา แก้ปัญหาหินอ่อนอนุสาวรีย์ Lincoln ที่สึกหรอได้สำเร็จ ไม่ใช่ด้วยการขัดถูขี้นกบ่อย ๆ แต่ด้วยการตั้งคำถาม "Why" ซ้ำ ๆ
จนพบว่าต้นตอ คือ ไฟสปอตไลต์ตอนพลบค่ำที่ดึงดูดแมลงและนกมาเกาะอยู่บ่อยๆ
แค่เปลี่ยนเวลาเปิดไฟสปอตไลต์ช้าลง 1 ชั่วโมง จึงแก้ปัญหาได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องขัดหินเพิ่ม
เช่นเดียวกับคนทำงาน ที่ไม่ควรอ่านแล้วลบอีเมลขยะทุกเช้า แต่ควร Unsubscribe ออกตั้งแต่แรก
หากต้องการสร้างระบบให้สำเร็จ Ben Meer ได้เสนอโมเดล DRIVE คือ Define, Reverse Engineer, Implement, Validate, Evolve ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่เปลี่ยนเป้าหมายให้กลายเป็นกระบวนการที่ทำได้จริง
เช่น การวางตารางฝึกซ้อมลง Calendar โดยพึ่งพาตารางงานแทนแรงจูงใจ แล้วค่อย ๆ ปรับแก้ตาม Feedback Loop
และจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดสำหรับคนทำงานประจำคือการสยบอาการวิตกกังวลเย็นวันอาทิตย์ หรืออาการ Sunday Scaries
ซึ่งแท้จริงแล้วคือสมองกำลังร้องขอแผนงาน เพียงแค่แบ่งเวลา 30–60 นาทีในวันหยุดมาจัดลำดับความสำคัญและลง Calendar ไว้
รวมถึงใช้เวลานี้ ติดตั้งระบบทุ่นแรงใหม่สัปดาห์ละ 1 อย่าง เช่น ตั้ง Auto-pay ค่าน้ำค่าไฟ หรือการเตรียมสื่งที่ต้องประชุมเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้น
สุดท้าย Ben Meer อ้างคำกล่าวของ Dr. Paul Batalden ว่า..
"ทุกระบบถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่เป็นอยู่"
หากคุณเลิกงานมาแล้วเหนื่อยล้าจนทำอะไรไม่ได้ อย่าเพิ่งโทษตัวเองว่าขาดวินัย
แต่จงหันมามองการออกแบบระบบชีวิต เช่น หากนอนดึกเพราะไถมือถือ ก็แค่ย้ายมือถือไปชาร์จห้องอื่นแล้วใช้นาฬิกาปลุกธรรมดา เพราะการออกแบบระบบที่ถูกต้อง ย่อมชนะแรงฮึดหรือวินัยเสมอ
แค่ปรับระบบเล็ก ๆ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วปล่อยให้พลังของ Compound Effect ทำงานแทนคุณ
เท่านี้ก็ช่วยเซฟพลังงานไปมหาศาลแล้ว..
อ้างอิง
- Want an easier week? Try this 30-minute Sunday routine
- How to Be Good at Life





















