Mek Suwit retweeted
กระทรวงแรงงาน หารือ ปตท. – วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี เดินหน้าโครงการ “เรียนได้งบ จบได้งาน” พัฒนาทักษะกำลังคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
Mek Suwit retweeted
ผมอยากคุยถึง idea ว่าเชื้อพันธุ์กะเพราเป็นของแผ่นดิน
กะเพราคือผัก เป็นต้นไม้ชนิดนึง ในมิตินึงไม่ต่างจากองุ่น คงอยู่มาก่อนสังคมมนุษย์ในรูปแบบที่ทุกคนคุ้นเคย ก่อนมนุษย์มี idea ว่าชาติคืออะไร ประเทศคืออะไร รัฐบาลคืออะไร กะเพรามีเจ้าของได้จริงหรือ มองจากมุมนี้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของกะเพราได้ หรือ ถ้าอยากให้ใครเป็นเจ้าของ ก็ต้องเป็นมนุษย์และสัตว์ในโลก ไม่ใช่แค่คนไทย
กฎหมายอนุญาตและส่งเสริมการเป็นเจ้าของ (“property rights”) ส่วนนึงเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ดูแลและพัฒนา “นี้ที่ดินของคุณนะ คนอื่นห้ามใช้ คุณดูแลให้ดีนะ เพื่อให้ลูกคุณมีที่ทำมาหากิน”
กะเพราเป็นของคนไทยได้อย่างไร ทำไมกะเพราไม่เป็นของคนจังหวัดแรกที่ปลูกหรือค้นพบกะเพรา ทำไมไม่เป็นของตำบลหรือเขต ทำไมต้องเป็นระดับประเทศที่เป็นเจ้าของ
ให้ลองนึกดูว่าหากกฎหมายระบุว่าพืชผักเป็นของจังหวัดที่ค้นพบหรือปลูกก่อน ใครในจังหวัดอื่นอยากปลูก ต้องจ่ายเงินให้จังหวัดที่เป็นเจ้าของ จะเกิดอะไรขึ้น
ผมว่ามัน convenient สุดๆ ที่กลุ่มที่เสนอ idea ว่าประเทศ (“แผ่นดิน”) เป็นเจ้าของ ไม่ค่อยเห็นด้วยกับระบบทุนนิยม เพราะการที่ประเทศเป็นเจ้าของ หมายความว่าปลูกได้ฟรีตลอดกาล ไม่ต้องจ่ายเงินให้ใคร แต่ผลข้างเคียงคือในเมื่อหาเงินไม่ได้จากการพัฒนา ก็ไม่เกิดการพัฒนาเลย ทุกอย่างถูกแช่แข็งจากการที่เจ้าของไม่มีตัวตน หรือเจ้าของไม่แคร์ ไม่อยากดูแล ไม่อยากพัฒนา
แชมเปญคือไวน์ที่ผลิตในแคว้นแชมเปญ หากผลิตไวน์เดียวกัน สีเดียวกัน กลิ่นเดียวกัน รสชาติเดียวกัน องุ่นเดียวกัน ในแคว้นอื่น เขตอื่น ประเทศอื่น จะเรียกว่าแชมเปญไม่ได้
เมื่อรัฐจัดให้ระดับแคว้นเป็น “เจ้าของ” ไม่ใช่ประเทศ ก็เกิดการแข่งขันทันที แคว้นอื่นก็พัฒนาไวน์อื่นเพื่อแข่ง ส่วนแคว้นแชมเปญก็พัฒนาแชมเปญต่อ พยายามต่อยอด ใครได้ประโยชน์? ก็ทุกคนไง รวมถึงระดับประเทศด้วย เพราะรัฐส่งเสริมการพัฒนาผ่านแค่การจัดสรรว่าใครเป็นเจ้าของ
จริงๆ ผมไม่มีปัญหากับ idea ว่ารัฐควรเป็นเจ้าของ แต่มีปัญหาว่าต้องเป็นระดับประเทศ แทนภูมิภาค หรือ จังหวัด หรือ เขต เพราะผมคิดว่าระบบราชการไม่ค่อยดี ไม่ค่อยดูแลทรัพย์สิน ไม่อยากพัฒนาอยู่แล้ว ถ้าให้เป็นเจ้าของ ก็เกือบแน่นอนว่าไม่มีทางเกิดการพัฒนา
ให้ลองนึกดูว่าหากจังหวัดนึงเป็น “เจ้าของ” เชื้อพันธุ์กะเพรา จังหวัดอื่นจะทำอะไร ผมว่าก็จะตั้งใจพัฒนาพืชผักอื่น จะเกิดการแข่งขัน ซึ่งทุกคนได้ประโยชน์จาก ทั้งเกษตรกร ผู้บริโภคและประเทศ แต่สิ่งที่แย่ที่สุดในมิติการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจคือให้ระดับประเทศ (“แผ่นดิน”) เป็นเจ้าของ
บางคนบอกว่านี้คือการส่งเสริมระบบทุนนิยม แต่กลุ่มเดียวกันก็บอกถ้าอยากพัฒนาภาคเกษตร รัฐควรลงทุนงบ R&D เพิ่ม ควรขยายระบบน้ำ ฯลฯ แต่ตังค์รัฐมาจากไหนครับพี่ ก็มาจากภาษีในระบบทุนนิยม ไม่ใช่หรือ ความย้อนแย้งหนักกว่านี้อีกเพราะกลุ่มที่ชอบบอกให้รัฐทำนู่นทำนี้ทำนั้นเพิ่ม ก็ชอบบอกว่าปัญหาทุจริตหนักหนาสาหัส ฝั่งลึก แก้ยาก แต่ทำไมยังเสนอให้จนท. รัฐมีอำนาจเพิ่ม ได้รับงบประมาณเพิ่ม?
Mek Suwit retweeted
😷 24 ต.ค. 69 ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีแนวโน้มลดลง และเกินมาตรฐานจำนวน 3 พื้นที่ สวมหน้ากากอนามัย เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
👀 พบเห็นแหล่งกำเนิดมลพิษสามารถแจ้งเบาะแส ผ่านทาง Traffy Fondue
📌ดูรายละเอียดเพิ่มเติม 👉 facebook.com/share/p/1CE1cL7…
#กทมเตือนฝุ่น #ค่าฝุ่นวันนี้ #PM25
Mek Suwit retweeted
บทวิเคราะห์ตลาดน้ำมันก่อนเลือกตั้งสหรัฐฯ
ตลาดน้ำมันสัปดาห์นี้กำลังส่งสัญญาณขัดแย้งกันเอง Brent แกว่งตัวระหว่าง 109–112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การโจมตีเรือในอ่าวเปอร์เซียพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่น้ำมันดิบจากอ่าวอาหรับ (AG) กลับมีการขนส่งออกมาได้ประมาณ 80% ของระดับก่อนสงครามแล้ว
สถานการณ์ล่าสุด อิหร่านเปลี่ยนเป้าหมายจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นการทำลายห้องเครื่องเรือขนส่งน้ำมันแทน
อิหร่านไม่ได้แค่โจมตีบ่อยขึ้น แต่เปลี่ยนวิธีโจมตีด้วย UKMTO ทางการสหรัฐฯ ยืนยันการโจมตีใหม่ 12 ครั้งในสัปดาห์เดียว และครึ่งแรกของเดือนตุลาคมอิหร่านโจมตีรวม 23 ครั้ง
สิ่งที่น่าจับตาคือเป้าหมาย เดือนกันยายนไม่มีการโจมตีห้องเครื่องเรือขนส่งน้ำมันเลย แต่เดือนตุลาคมมีการโจมตีแล้ว 5 ครั้ง อิหร่านยอมรับแล้วว่าไม่สามารถลดปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบได้ จึงหันมาทำให้เรือที่ต้องขนส่งน้ำมันแทน โดยการทำให้เรืออยู่ในช่องแคบให้นานที่สุด ส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจุบัน คาดว่าอิหร่านกำลังเจอกับปัญหาสภาพคล่องจึงทำให้อิหร่านต้องเร่งโจมตีมากขึ้น น้ำมันอิหร่านที่ลอยอยู่บนเรือ (oil on water) ลดลงจากเกือบ 150 ล้านบาร์เรลจนปัจจุบันแทบไม่มีเหลือส่งแล้ว ถึงแม้ว่าเงื่อนไขการชำระเงิน 30–60 วัน จะทำให้อิหร่านยังมีรายได้บ้าง แต่งบดุลเงินสดที่ตึงขึ้นอาจเป็นตัวเร่งให้อิหร่านยกระดับความรุนแรง
ทั้งสหรัฐ ฯและอิหร่านต่างฝ่ายก็อ้างว่าคุมช่องแคบไว้ได้แล้ว สหรัฐฯ มีระบบคุ้มกันเรือที่มีประสิทธิภาพให้ออกจากช่องแคบ ส่วนอิหร่านก็อ้างว่าจะออกจากช่องแคบได้ต้องขออนุญาตทางอิหร่านก่อน ล่าสุดเรือ VLCC ที่บรรทุกน้ำมันกว่า 2 ล้านบาร์เรลถูกโจมตี อิหร่านบอกว่าชนทุ่นระเบิด แต่สหรัฐฯ ยืนยันว่าบริเวณนั้นไม่มีทุ่นระเบิด
ยิ่งใกล้ถึงวันเลือกตั้งสหรัฐฯ 3 พฤศจิกายน อิหร่านก็เร่งโจมตีมากขึ้นเพราะเงินใกล้หมด มีรายงานว่าสหรัฐ ฯ เริ่มถอนนักการทูตออกจากซาอุ ฯ ซึ่งในอดีตการทำเช่นนี้หมายถึงเตรียมยกระดับสถานการณ์
ดังนั้นจับตาดู "หลังเลือกตั้ง 3 พฤศจิกายน" ไว้ให้ดี อาจเป็นจุดเปลี่ยนของความขัดแย้ง
การเคลื่อนไหวของฝั่งสหรัฐ ฯ ในช่วงนี้ค่อนข้างชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันขึ้นต่อก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน (แต่วันนี้ WTI ทะลุ $100)
Chris Wright รัฐมนตรีพลังงาน เสนอให้นักลงทุนซื้อเรือขนน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรไปปรับปรุงแล้วให้ขนน้ำมันได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่น่าจะช่วยอะไรได้มาก เรือที่อาจได้รับอนุญาติให้ขนน้ำมันได้อาจจะมีแค่หลักสิบลำ (จากทั้งหมดประมาณ 1,600 ลำ) เพราะติดขัดในข้อกฎหมายของกองเรือที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เรืออายุเกิน 15 ปีต้องผ่านการตรวจสอบเข้มขึ้น และบริษัทน้ำมันรายใหญ่บางรายไม่ใช้บริการเรือพวกนี้
ส่วนดีลระหว่างทรัมป์และปูตินที่จะอนุญาติให้รัสเซียเพิ่มการส่งออกน้ำมันดีเซลจาก จาก 300,000 ตัน เป็นครึ่งล้านตัน แล้วในอนาคตเพิ่มเป็นอีกหนึ่งล้านตัน
นอกจากนี้สหรัฐฯ ขอให้ IEA ปล่อยน้ำมันสำรองเพิ่มอีก 100 ล้านบาร์เรล โดยเพิ่มเติมจาก 100 ล้านบาร์เรลที่ G7 ยอมตกลงไปแล้ว แต่ทรัมป์ก็ยังไม่พอใจที่ G7 ดำเนินการช้า
ขณะที่ข่าวการโจมตีเรือทำให้ดูเหมือนอุปทานโลกตึง แค่ราคาน้ำมันดิบตะวันออกกลางกลับฟ้องว่าปริมาณน้ำมันโลกกำลังกำลังล้นออกมา Basrah Medium ซื้อขายที่ OSP -$25 และ Basrah Heavy ที่ OSP -$37 ต่อบาร์เรล ส่วนลดระดับนี้บ่งชี้ว่ากำลังลดราคาเพื่อหาผู้ซื้อ
ปัจจุบันจีนและอินเดียยังคงได้รับส่วนลดสูงสุด
ตามรายงานของ Bloomberg การเจรจาสัญญาซื้อขายระยะยาวระหว่าง Saudi Aramco กับโรงกลั่นเอเชียติดขัด ปกติการเจรจาควรจะจบภายในปลายเดือนตุลาคม แต่ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาว่าการเจรจาจะประสบความสำเร็จ ความไม่แน่นอนนี้อาจทำให้การซื้อน้ำมันดิบซาอุฯ และตะวันออกกลางในตลาดสปอตชะลอลง และ Aramco เองก็กำลังพิจารณาเปลี่ยนราคาอ้างอิง เงื่อนไขส่งมอบ และอาจรับจัดการขนส่งทางเรือให้ลูกค้าเอเชียบางรายเอง
ค่าการกลั่นเอเชียพลิกเป็นบวก แต่ไม่ใช่เพราะราคาผลิตภัณฑ์
ตัวขับเคลื่อนคือต้นทุนที่ลดลง ทั้งส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ AG ที่อ่อนตัว และค่าระวางเรือ VLCC ที่ลดลง
ส่วนต่างราคา light cracks ก็ลดลง เพราะจีนส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่าคาดการณ์ แต่แผนที่จีนจะส่งออกเดือนตุลาคมต่ำกว่ากันยายนประมาณ 500,000 ตัน และหน่วยกลั่น CDU กับ RFCC ที่ Pengerang มาเลเซียหยุดเดินเครื่อง
ดังนั้นราคาน้ำมันคาดว่าจะยังคง bullish ต่อ
โควตาส่งออกทั้งปี 2026 ของจีนต่ำกว่าปี 2025 เริ่มมีข่าวลือแล้วว่าจีนจะเพิ่มการส่งออกเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะกดดันราคาผลิตภัณฑ์ในเอเชีย แต่กลายเป็นว่าความต้องการเรือ MR จะสูงขึ้น สถานการณ์เดิม เรือมีไม่เพียงพออยู่แล้ว ทำให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก
ราคาเบนซินสหรัฐฯ (RBOB) ตอนนี้ราคาถูกสุด เป็นเพราะสหรัฐฯ มีเบนซินเหลือเยอะ เลยขายถูก อย่างที่สองคือค่าเรือขนเบนซินจาก Houston ก็ถูก ผู้ซื้อในแถบอเมริกาใต้หรือแอฟริกาจะได้ราคาดีกว่าซื้อจากทางยุโรป
อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าการขายเบนซินไปประเทศลาตินอเมริกาจะเริ่มคุ้มค่า เพราะส่วนต่างราคากว้างพอให้มีกำไรหลังหักค่าเรือ ซึ่งจะเริ่มช่วงปลายพฤศจิกายน
ทั้งหมดนี้หมายความว่า ตอนนี้ปริมาณเบนซินสหรัฐฯ ยังล้นและราคายังถูก แต่ถ้าปลายเดือนหน้าส่งออกไปอเมริกาใต้ได้มากขึ้นจริง เบนซินที่เหลือจะถูกระบายออก และราคาอาจปรับตัวสูงขึ้น
เบนซินยุโรป (Eurobob) ราคาส่วนผสมเบนซินอย่าง reformate ร่วงแรง และส่วนต่างเบนซินเทียบ naphtha (gasnap) ยังอยู่ในขาลงต่อเนื่อง
ค่าการผสมเบนซินในยุโรปติดลบหนัก จนราคาส่วนผสมต้องปรับลง ซึ่งทำให้การผสมใน ARA ถูกลงและการเปิดตลาดส่งออกใหม่ในแอฟริกาตะวันตก (กานา ไนจีเรีย แองโกลา) ยังไม่พอที่จะพลิกตลาดให้กลายเป็นขาขึ้นในระยะสั้น
ปัญหาเชิงโครงสร้างคือเรือ MR จากยุโรปส่วนใหญ่วิ่งขนส่งน้ำมันระยะสั้นภายในภูมิภาค
เบนซินสิงคโปร์ 92: ตอนนี้ราคาเบนซินในเอเชียยังลดลง แต่เริ่มมีสัญญาณว่าลงมาใกล้จุดต่ำสุดแล้ว เหตุผลหลักคือจีนส่งออกเบนซินน้อยกว่าที่คาด ปริมาณในตลาดจึงไม่ล้นอย่างที่ตลาดกลัวกัน
อีกเรื่องที่ต้องดูคือ บริษัทที่ผสมเบนซินขายในสิงคโปร์ตอนนี้ขาดทุน เพราะวัตถุดิบที่ใช้ผสมยังมีราคาสูง ถ้าวัตถุดิบไม่ลดราคา ก็อาจต้องลดการผลิตซึ่งจะช่วยทำให้ราคาเบนซินปรับตัวสูงขึ้น
Naphtha (วัตถุดิบหลักของปิโตรเคมี) ในเอเชียยังขาดแคลน ผู้ซื้อจากเอเชียยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อดึงสินค้าจากยุโรปและสหรัฐฯ แต่ก็ยังไม่คุ้ม เพราะค่าเรือขนมาแพงมาก ส่วนผู้ขายในตะวันออกกลางเห็นว่าเอเชียต้องการของ ก็ขึ้นราคาตาม
ตัวที่ต้องดูคือ TC5 หรือค่าเรือขนน้ำมันสำเร็จรูปจากตะวันออกกลางมาเอเชีย ตราบใดที่ค่าเรือนี้ยังแพง ของจากที่อื่นก็มาเอเชียได้ยาก และราคา naphtha ก็มีแนวโน้มสูงต่อไป
LPG: สหรัฐฯ อุดช่องว่างได้ แต่บิวเทนเริ่มตึง
การส่งออก LPG จาก AG ซึ่งเป็นแหล่งอุปทานหลักของฝั่งตะวันออก ยังต่ำกว่าปกติ ตอนนี้อยู่ราว 1.5 ล้านตันต่อเดือน เทียบค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4–5 ล้านตัน หายไปประมาณ 2.5–2.8 ล้านตันต่อเดือน
สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกโพรเพนและบิวเทนรายใหญ่ที่สุดของโลก สามารถชดเชยได้ประมาณ 1 ล้านตัน บวกกับผู้ส่งออกรายอื่นอย่างไนจีเรียและอาร์เจนตินา แต่ตลาดยังขาดสุทธิราว 1–1.5 ล้านตัน ส่วนที่ขาดนี้ไปตกที่อินเดียและปากีสถาน และถูกชดเชยด้วยการทำลายอุปสงค์ (demand destruction)
โพรเพน: การส่งออกของสหรัฐฯ ทำสถิติใหม่ ปรากฏการณ์ลานีญาชี้ว่าฤดูหนาวสหรัฐฯ ปีนี้จะไม่หนาวมาก ทำให้มีโพรเพนเหลือส่งออกมากขึ้น
บิวเทน: เริ่มตึง ผู้ผสมเบนซินสหรัฐฯ เก็บบิวเทนไว้ทำเบนซินเกรดฤดูหนาว (ตามข้อจำกัดค่า RVP) แทนการส่งออก คาดว่าราคา CP เดือนพฤศจิกายนของซาอุดีอาระเบียจะปรับขึ้น
สรุปสั้นๆ ... ปริมาณน้ำมันโลกไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่การขนส่ง เรือไม่พอ ค่าระวางเรือสูงขึ้น อิหร่านเริ่มโจมตีเรือมากขึ้นเพราะเงินใกล้หมด ...
Mek Suwit retweeted
Replying to @Thairath_TV
ในเมื่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จัดการไม่ได้ชาวบ้านก็ต้องจัดการกันเอง
Mek Suwit retweeted
พรรคที่ด่างพร้อยด้านจริยธรรมที่สุดเอาดาบจริยธรรมาฟันคนอื่น ย้อนแย้งสุดๆ
นายศุภชัย ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เผยเตรียมยื่นปปช.เอาผิดรังสิมันต์ โรม สส.ปชน. ผิดมาตรฐานจริยธรรม หลังร้องการทำหน้าที่ไป่ก่อนหน้านี้ส่อผิดรัฐธรรมนูญ จึงไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร นอกจากปปช.
#รังสิมันต์โรม
#ศุภชัยใจสมุทร
เวลาเจอคนมีอำนาจเก่ามาพูดปัญหาคนลำบาก พูดถูกและไม่ผิดเลย แต่ทำไมตอนมีอำนาจไม่ตั้งคำถามแบบนี้ เสียงดังแบบนี้
จริงไหม? คนไทยรู้สึก ‘ชีวิตไม่มั่นคง’
แม้เศรษฐกิจยังขยายตัว แต่ทำไมคนไทยจำนวนมากยังเครียด โดดเดี่ยว และกังวลกับอนาคต?
ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในปาฐกถาพิเศษ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทยในโลกที่ไม่แน่นอน” เปิดสัมมนาประจำปี TDRI วันที่ 22 ต.ค. 2569 โดยชี้ถึง 3 สาเหตุหลัก
1. งานไม่มั่นคง รายได้ตามไม่ทัน
- งานหายากและเสี่ยงถูกเทคโนโลยีแย่งงาน
- SMEs ถูกบีบจากทุนใหญ่และสินค้านอก
- รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ
2. เศรษฐกิจโต แต่เหลื่อมล้ำ
- เศรษฐกิจ K-Shaped ยิ่งถ่างช่องว่าง ‘รายได้-ทรัพย์สิน-โอกาส’
- การศึกษาภาครัฐช่วยยกระดับชีวิตได้ไม่เพียงพอ
- คนรายได้น้อยยิ่งวิกฤติ หนี้ก็สูง เงินออมก็ไม่พอ
3. ภาครัฐเป็นที่พึ่งได้น้อยลง
- นโยบายรัฐปรับตามโลกไม่ทัน
- การเมืองคอร์รัปชัน บั่นทอนความเชื่อมั่น
- วินัยการคลังอ่อนแอ เสี่ยงต่อเสถียรภาพระยะยาว
อ่าน: bangkokbiznews.com/economics…
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจInfo #กรุงเทพธุรกิจEconomic
Mek Suwit retweeted
Replying to @SuwitSap
คือเราอย่าเกลียดนายทุน อย่าเกลียด CP จนกลายเป็นถ้า CP ไปแตะอะไรจะผิดทุกอย่างเลย
......
ก็ไม่ชอบให้ผลงานวิจัยขึ้นหิ้งไม่ใช่เหรอ ทำไมพอเอกชนมาจ้างแล้วโวยวายกัน
Mek Suwit retweeted
รู้ไหมทำไมผมชอบยกตัวอย่างเวียดนาม? เพราะเมื่อ 10-15 ปีก่อนมีการถกเถียงเข้มข้นว่าเราควรใช้กลยุทธ์ใดในการพัฒนาเศรษฐกิจ
กลุ่มนึง (เรียกว่า maintain status quo + china) ระบุว่าพันธมิตรหลักของเรา (ญี่ปุ่น) ยังแข็งแกร่ง มีศักยภาพ และยังเลือกเราเป็นฐานผลิตหลัก เกาหลีเลือกเวียดนาม แต่ไม่น่าห่วง เพราะเอกชนไทยยังมีศักยภาพแข่งขัน มีวี่แววว่าอาจไต่ระดับ value chain โลกได้ และอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวในอัตราที่ทำให้เอกชนอยากขยายการลงทุนและจ้างงาน ลงทุนแล้วคุ้ม คิดว่ารัฐวิสาหกิจและกึ่งวิสาหกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ยกตัวอย่างประเทศจีน ที่ไม่เปิดเศรษฐกิจ กลุ่มนี้จึงไม่เห็นความจำเป็นในการเร่งเซ็น FTA เร่งเปิดประเทศ และยอมเสี่ยงกับการปฏิรูปภาคเกษตร (เช่น เข้า upov, ยอมให้ปลูก gmo หรือบังคับรวมฟาร์มให้ใหญ่เพื่อให้มีศักยภาพลงทุน)
แต่เวียดนามเลือกเดินอีกทาง ยอมรับความเสี่ยงมากกว่าเรา เลือกปฏิรูปภาคเกษตรในทางที่ทำให้สูญเสียอธิปไตย เลือกเซ็น FTA อย่างไม่ลังเล เลือกเปิดรับการลงทุนในภาคสำคัญ เลือกปฏิรูปกฎหมายการใช้ที่ดินเพื่อให้สร้างนิคมง่ายขึ้น และจัดการกลุ่ม nimby ได้ดีกว่าเรา
ถ้าคุณมีเพื่อนที่เรียนด้วยกัน เลือกเดินคนละสายหลังเรียนจบ เมื่อผ่านไป 15 ปี เปรียบเทียบคุณภาพชีวิต ค่อนข้างชัดว่าคุณคงเลือกผิดสาย ผิดอาชีพ แต่ยังมีโอกาสปรับตัว มีโอกาสเปลี่ยนสาย คุณจะทำหรือไม่
ผลลัพธ์ชัดเจนขึ้นทุกวันว่าประเทศใดเดินถูกทาง ประเทศใดผิด นี้คือสาเหตุที่ทุกประเด็นถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ เพราะ elite ของประเทศ (หมายถึงทุกพรรคการเมือง) ยอมรับแล้วว่าต้องปรับกลยุทธ์
เราไม่จำเป็นต้องเลียนแบบกลยุทธ์เวียดนาม แต่จะไม่เอาอะไรเลย ทำแบบเดิมๆ ต่อไปทั้งที่เห็นว่าไม่ค่อยเวิร์คอยู่ ผมว่าจะยิ่งเสียดายภายหลัง
วามจริงแล้ว กลุ่มทุนใหญ่หรือ "เจ้าสัวไทย" ไม่ได้เพิ่งหนีไปลงทุนที่เวียดนาม แต่พวกเขาเข้าไปปักหมุดและระเบิดเม็ดเงินรวมกันกว่า 500,000 ล้านบาท มานานนับทศวรรษแล้วครับ เนื่องจากตลาดในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว (อิ่มตัวทั้งจำนวนประชากรและการบริโภค) ทุนใหญ่จึงต้องกระจายความเสี่ยงและออกไปล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ (New S-Curve) ในประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่า
สิ่งที่ทำให้กลุ่ม เจ้าสัวไทย เลือกเบนเข็มและเทหน้าตักในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง มีเหตุผลหลักอยู่ 3 ด้าน:
• ประชากรวัยแรงงานมหาศาล: เวียดนามมีประชากรทะลุ 100 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นกับวัยทำงาน ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้อัตราการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของเวียดนามเติบโตอย่างร้อนแรง
• สิทธิประโยชน์ทางการค้า (FTA): เวียดนามมีการเซ็นสัญญาข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั่วโลก (เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และ CPTPP) การตั้งโรงงานในเวียดนามจึงได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีส่งออก ซึ่งส่งออกจากไทยไม่ได้สิทธิ์นี้
• นโยบายดึงดูดทุนต่างชาติ (FDI): รัฐบาลเวียดนามให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
🚨 : ตอนนี้ เกิด #การแพร่ระบาด การส่งข้อมูลลวงชาวบ้าน ให้รับเงิน จำนวน "2,000 บาท" ผ่านทาง #Line เป็นการแชร์แจกเงินของ จาก 7-11 Application @AFNCThailand ตรวจสอบด้วย #Scammers #แก๊งหลอกลวง
.
ได้แจ้งเรื่องผ่าน :
https[:]//www.antifakenewscenter.com/แจ้งเบาะแส-ติดตามสถานะ/
>> แต่แจ้งยากจัง ควรทำให้แจ้งง่ายๆ หน่อยนะ 🤣🤣🤣
.
Mek Suwit retweeted
Replying to @SuwitSap
เศรษฐกิจโปแลนด์เติบโตต่อเนื่องหลังปี 1989 ผ่านการปฏิรูปสู่เศรษฐกิจตลาด การพัฒนาสถาบัน การลงทุนจากต่างชาติ การเข้า EU ปี 2004 และการเพิ่มผลิตภาพ โดย World Bank อธิบายว่าเป็นการพัฒนาที่เกิดจากปัจจัยหลายด้านและต่อเนื่องผ่านหลายรัฐบาล 1/4
Mek Suwit retweeted
ยกเลิกโครงการ "อาสาพยาบาลชุมชน" ทันที
ล็อตแรก 7,256 คน ทั่วประเทศ (ตำบลละ 1 คน )
เงินเดือน 15,000 บาท โดยมีสัญญาจ้างครั้งละ 2 ปี
งบประมาณในปีแรกประมาณ 1,400 ล้านบาท
เอางบประมาณ ไปเพิ่มจำนวนพยาบาล บุคลากรทางสาธารณสุขดีกว่าครับ
ช่วยกันแชร์ครับ
ช่วยกันติดแฮชแทค #ไม่เอาอสพ
#สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย
#ภาคีเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์
Mek Suwit retweeted
Replying to @SuwitSap
ตอบคำถามไม่ดีครับ แกเตรียมตัวไม่ดีเท่า สตง จริงๆ
สาเหตุหลักมาจากประมาท เพราะคิดว่าตัวเอง clean ก็เลยไม่ได้เตรียมตัว บวกกับว่าไม่มีความรู้เชิงบัญชีและการตรวจสอบด้วย
สตง รู้ตัวอยู่แล้วว่ายังไงก็โดน ก็เตรียมตัวแน่นๆ แต่แม้จะแน่นแล้วก็จะยังโดนอยู่ดี
Mek Suwit retweeted
เห็นตาราง GDP โตต่ำแล้วอย่าเพิ่งตกใจ การดูแค่ % เติบโต (Growth) บอกแค่ “สปีดวิ่ง” แต่ไม่ได้บอก “ขนาดตัว” หรือ “ความมั่งคั่งจริง”ถ้าเทียบมิติเศรษฐกิจอาเซียน
ขนาดเศรษฐกิจรวม (Nominal GDP - ความใหญ่ของเค้ก):
🥇 อินโดนีเซีย (~$1.4-1.5T)
🥈 ไทย (~$5.3-5.8 แสนล้าน)
🥉 สิงคโปร์ (~$5.5 แสนล้าน)
เวียดนาม (~$4.8-5.2 แสนล้าน)
ฟิลิปปินส์ (~$4.5-4.9 แสนล้าน)
มาเลเซีย (~$4.5-4.8 แสนล้าน)
*ไทยยังเป็นพี่เบิ้มอันดับ 2 ของอาเซียน ฐานเดิมใหญ่ การโต 2% เม็ดเงินใหม่ยังมหาศาล
รายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per Capita - ความมั่งคั่งประชากร):
🥇 สิงคโปร์ (>$90,000)
🥈 บรูไน (~$30,000+)
🥉 มาเลเซีย (~$13,000+)
ไทย (~$7,800-8,100)
อินโดนีเซีย (~$5,000+)
เวียดนาม (~$4,800-5,100)
ฟิลิปปินส์ (~$4,200+)
*คนไทยยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าเวียดนาม อินโดฯ และฟิลิปปินส์
สปีดการเติบโต (% GDP Growth):
กลุ่มโตแรง> เวียดนาม/ฟิลิปปินส์/อินโดฯ (5-8%) เพราะฐานเล็กกว่า + แรงงานหนุ่มสาวเพียบ (Low Base Effect)
กลุ่มโตช้า> ไทย (~2%) โตช้าจริงเพราะ
• หนี้ครัวเรือนสูง >90% ทำให้คนไม่กล้าใช้จ่าย
• สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ขาดแรงงานใหม่
• ขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) ขณะที่เพื่อนบ้านแย่งการลงทุนเทคฯ AI, Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ไปเกือบหมด ทำให้การลงทุนในไทยใหม่ๆลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
สรุป: สถานะของไทยไม่ได้แย่จนรั้งท้ายอาเซียนตามพาดหัวข่าวเสียทีเดียวเพราะโครงสร้างพื้นฐาน ทุนสำรอง และขนาดตลาดของไทยยังแกร่งเป็นอันดับต้นๆ แต่ตัวเลข 2% คือสัญญาณเตือนว่า “ถ้าประเทศไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างและหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ยังหวังหากินกับการค้าสินค้าเกษตรปฐมภูมิไม่แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ติดวังวนอุตสาหกรรมยุคเก่าที่กำลังไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ยังหวังธุรกิจท่องเที่ยวที่กำลังจะเป็นเพียงเครื่องยนต์เดียวที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำแต่ไม่มากพอเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ดังนั้นไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยมีสิทธิจะรั้งท้ายในอาเซียน”
#เศรษฐกิจไทย #GDP #อาเซียน
Mek Suwit retweeted
Replying to @SuwitSap
อันนี้ เคยฟังคนจีนในเมืองที่เป็นเถ้าแก่พูด
ประเทศไทยไม่มีเทคโนโลยี่ เป็นเมืองร้อน แต่ใช้แอร์ญี่ปุ่ณ
ซื้อแอร์เท่าไหร่เงินกลับญี่ปุ่น
เขาบอกว่าที่จีนพยายามทำทุกอย่างเอง
Mek Suwit retweeted
Replying to @SuwitSap
ตัวอย่าง Database ราชการและทุนการเมืองจะชอบใช้ของยี่ห้อนึง ซึ่งมันใช้ลอคสเปคได้ง่ายมาก ตัวนี้ปีๆนึงเราจ่ายปีละเป็นพันล้าน นี่แค่ตัวเดียว
ถามว่าแก้ได้ไหม ก็แค่ใช้ Opensource ครับฟรีและดี สตาร์ทอัพทอปๆของโลกใช้ Opensource หมดก็เสถียรและทำงานได้ราบรื่นกว่าแอปราชการไทยนะครับ
Mek Suwit retweeted
อดีตนายกเยอรมันนี พูดถึงจีนวันนี้ และแนวโน้มอนาคต.....!!!!!
"วิศวกรสร้างชาติ นักกฎหมายสร้างคดี" — ถอดรหัสคำสารภาพของอดีตผู้นำเยอรมนี เมื่ออุดมคติการพัฒนาเปลี่ยนทิศ
โอลาฟ ชอลซ์ (Olaf Scholz) อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี (ซึ่งตัวเองก็เรียนจบและเป็นทนายความมาก่อน) ออกมาพูดยอมรับตรงๆ บนเวทีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่าเยอรมนีเปลี่ยนจาก "ประเทศแห่งวิศวกร" (Land of Engineers) ไปเป็น "ประเทศแห่งนักกฎหมาย" (Land of Lawyers) ขณะที่จีนรับไม้ต่อในฐานะประเทศแห่งวิศวกรไปแล้วนั้น สะท้อนให้เห็นถึง "วิกฤตเชิงโครงสร้างความคิด" ของซีกโลกตะวันตกอย่างแท้จริง เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการบริหารจัดการระดับโลก เมื่อเขาชี้ให้เห็นว่าระบบการตัดสินใจของประเทศตะวันตกกำลังถูกแช่แข็งด้วย "วิธีคิดแบบนักกฎหมาย" จนตามหลังประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย "วิธีคิดแบบวิศวกร" อย่างจีนอย่างไม่เห็นฝุ่น
1. ความต่างของสปีด: รถไฟฟ้ารางเบา 25 กม. vs รถไฟความเร็วสูง 50,000 กม.
ชอลซ์เปรียบเทียบให้เห็นภาพความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการเยอรมนี:
กรณีเยอรมนี: โครงการรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail) ระยะทางเพียง 25 กิโลเมตรที่เมืองฮัมบูร์ก เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2010 วางแผนเสร็จปี 2019 แต่ปัจจุบันปี 2026 ก็ยังสร้างไม่เสร็จ คาดว่าจะลากยาวไปถึงปี 2030 (ใช้เวลารวม 20 ปี!)
กรณีจีน: ในช่วงเวลาเดียวกัน จีนสามารถสร้างโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง จากศูนย์จนทะลุเกือบ 50,000 กิโลเมตร ครอบคลุมแทบทุกเมืองที่มีประชากรเกินล้านคน
ข้อเปรียบเทียบตลกร้าย: "ในขณะที่เยอรมนีกำลังเถียงกันในศาลว่าใครควรเป็นคนสร้างทาง... จีนก็สร้างรถไฟความเร็วสูงมาจ่อที่หน้าประตูบ้านคุณเรียบร้อยแล้ว"
2. สัดส่วนในสภา: เมื่อ "คนไม่รู้เรื่องทางเทคนิค" เป็นคนตัดสินใจ
ในสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี (Bundestag) มีสัดส่วนผู้จบการศึกษาที่น่าสนใจ:
สส. กว่า 81% จบปริญญาตรีขึ้นไป แต่มีคนที่จบ "วิศวกรรมศาสตร์" เพียง 6% ขณะที่ผู้จบ "นิติศาสตร์" มีมากกว่าถึง 4 เท่าตัว!
วิธีคิดที่ต่างกันสุดขั้ว: *
นักกฎหมาย (Lawyer Mindset): ได้รับการฝึกเพื่อ "มองหาความเสี่ยง เลี่ยงความรับผิดชอบ และเน้นกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอน" ส่งผลให้ตัดสินใจช้า ต้องประชุมซ้ำซากเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
วิศวกร (Engineer Mindset): ได้รับการฝึกเพื่อ "แก้ปัญหา ผลักดันโครงการ และเปลี่ยนพิมพ์เขียวในกระดาษให้กลายเป็นความจริง"
3. สงครามทรัพยากรบุคคล: ผลิตวิศวกรเพื่อสร้างชาติ
ตัวเลขจำนวนบุคลากรสะท้อนถึงการปูรากฐานอนาคตของชาติ:
จีน มีนักศึกษาจบวิศวกรรมศาสตร์ปีละ 1.3 ถึง 1.4 ล้านคน ขณะที่สหรัฐฯ มีเพียง 1.3 แสนคน (ต่างกัน 10 เท่า)
จีนมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเกือบ 20 ล้านคน ซึ่งเกือบจะเท่ากับผลรวมของกลุ่มประเทศ G7 ทั้งหมด
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์: โรงงาน Gigafactory ของ Tesla ในเซี่ยงไฮ้ ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มวางศิลาฤกษ์จนถึงปล่อยรถยนต์คันแรกออกจากสายพานเพียง 357 วัน ไม่ใช่เพราะจีนไม่มีกฎหมาย แต่เพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจเข้าใจขั้นตอนและรู้ว่าจะ "ปลดล็อก" ข้อจำกัดอย่างไรเพื่อให้งานเดินหน้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
คำกล่าวของโอลาฟ ชอลซ์นี้ ชี้ให้เห็นสัจธรรมที่เจ็บปวดแต่เป็นความจริงที่สุด มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินทุนหรือเทคโนโลยี เพราะเยอรมนีมีทั้งสองอย่างพร้อมสรรพ แต่มันคือเรื่องของ 'การจัดสรรทรัพยากรสมองของชาติ'
ถ้าประเทศใดส่งคนกลุ่มที่ฉลาดที่สุดไปเป็นทนายความ ประเทศนั้นจะกลายเป็น 'ศาลขนาดใหญ่' ที่ทุกคนมัวแต่ฟ้องร้องจับผิดกันจนไม่มีใครสร้างทางเท้า แต่ถ้าส่งคนฉลาดที่สุดไปเป็นวิศวกร ประเทศนั้นจะกลายเป็น 'ไซต์งานก่อสร้างขนาดใหญ่' ที่ปัญหาทุกอย่างจะถูกแก้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้
ChinaFocus




































